รถไฟฟ้ากรุงเทพ ประกาศควบกิจการกับ ทางด่วนกรุงเทพ เข้าเป็นบริษัทเดียวกันเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร

HN 2 Feb

ในที่ประชุมของ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BMCL) และ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BECL) สองบริษัทบริหารโครงการขนส่งมวลชนที่ถือหุ้นใหญ่โดย ช. การช่าง ในวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบที่จะควบกิจการทั้งสองบริษัทเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อความคล่องตัวในการบริหารการจัดการโครงการขนส่งมวลชนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

โดยที่ประชุมของ BMCL ระบุเบื้องต้นว่า บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากการประกาศควบกิจการกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นทั้งหมด 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ขยายและต่อยอดธุรกิจของทั้งสองบริษัท – หลังจากการควบรวมกิจการ บริษัทใหม่จะเข้ามาบริหารโครงการขนส่งมวลชนในปัจจุบันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางพิเศษที่เป็นของ BECL เดิม, บริหารและให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตามอายุสัมปทานคงเหลือกับ รฟม. และเดินรถในโครงการ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วงเหนือ ที่ BMCL เพิ่งผ่านเงื่อนไขการประมูลมาได้ อีกทั้งบริษัทใหม่ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ในโครงการรถไฟฟ้า และทางพิเศษที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด

2. เสริมสร้างศักยภาพขององค์กรใหม่ – บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีศักยภาพในการบริหารการจัดการ รวมถึงพร้อมที่จะลงแข่งขันในการประมูลโครงการใหม่ๆ จากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องการเงิน, บุคลากร, และการแข่งขันในเชิงธุรกิจ

3. ผสานจุดแข็งของแต่ละบริษัทเข้าด้วยกัน – บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีจุดแข็งจากการบริหารโครงการขนส่งมวลชนทั้งหมด โดยจุดแข็งด้านนี้จะช่วยให้บริษัทใหม่เป็นบริษัทที่ค่อนข้างน่ากลัวในตลาด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองเพื่อให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาในบริษัทมากขึ้น และประโยชน์ในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าทั้งสองบริษัทไม่ควบกิจการกัน
เพิ่มโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ – จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน BMCL และ BECL ต่างเล็งเห็นโอกาสที่จะเปิดแผนธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงการบุกเข้าไปในตลาดอาเซียนเพื่อเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต

4. เสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรต่อนักลงทุนให้เข้มแข็งมากขึ้น – ปัจจุบันทั้ง BMCL และ BECL เป็นสมาชิกของ SET100 แต่มีฐานคนละประเภทกัน การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีลักษณะของหุ้นที่มีการเติบโต และมีลักษณะของหุ้นที่มีการปันผลไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังทำให้มูลค่าของตลาดพุ่งขึ้นไปถึงอันดับที่ 35 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยมูลค่ารวมของบริษัทที่ 78,403 ล้านบาท และบริษัทใหม่จะมีความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกของ SET50 ซึ่งจะทำให้เป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทนั้นสูงขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ BMCL แจ้งในเบื้องต้นว่า ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้กำหนดชื่อของบริษัทใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากควบรวมกิจการแต่อย่างใด ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทใหม่ บริษัทจะจัดการประชุมกับผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท เพื่อหาข้อสรุปต่อไปรวมถึงขออนุมัติการควบรวมกิจการในวันที่ 2 เมษายน 2558 โดยเบื้องต้น บริษัทใหม่จะมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 15,285 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 15,285,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของทั้ง BMCL และ BECL เดิม

สำหรับการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ BECL และ BMCL มีอัตราส่วน คือ 1 หุ้นเดิมใน BECL ต่อ 8.65537841 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน BMCL ต่อ 0.42050530 หุ้นในบริษัทใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการควบบริษัทจะแล้วเสร็จ และสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทใหม่ได้ภายในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

Image : Meconomics
Info : Meconomics, Settrade & Prachachat Online (23 Jan 2015)