ศักยภาพที่ดินโยธะกา 4,000 ไร่

ในช่วงปลายปี 2561 นี้ มีข่าวการพัฒนาโครงการโดยภาครัฐและได้เกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปัญหาการเวนคืนที่ดิน พื้นที่ 4,000 ไร่ บริเวณ ต.โยธะกา โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อทั้งระดับจุลภาคไปจนถึงมหภาคได้

หากใครยังไม่ทราบถึงเรื่องราวดังกล่าว วันนี้ทาง Realist ได้นำประเด็นนี้มาบอกกล่าวเพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวในอดีตและสถานการณ์ในปัจจุบันกันครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นและพื้นที่นี้มีความน่าสนใจอย่างไร ทำไมถึงเป็นประเด็นข้อพิพาทได้

เริ่มตั้งแต่กลุ่มชาวบ้านผู้ดำเนินวิถีชีวิตกันมาอย่างต่อเนื่อง มาวันหนึ่งในปี 57 ได้รับหนังสือจาก สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา ให้ส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ทหารเรือ ด้วยเหตุผลว่ากองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในราชการทหาร ซึ่งในปัจจุบันยังคงไม่มีการยืนยันในการใช้พื้นที่ดังกล่าว ทำให้เป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านและหน่วยงานผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ดินอยู่ ทั้งในเรื่องของการใช้งานพื้นที่ในอนาคต การรองรับการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน อีกทั้งในมิติของการถือครองที่ดิน ที่ชาวบ้านกล่าวว่าบรรพบุรุษตนได้ตั้งรกรากมาอย่างยาวนานมากกว่า 100 ปี จะให้ย้ายออกไปที่อื่นคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก 

 

ทำความรู้จักพื้นที่ข้อพิพาท

ตำแหน่งที่ตั้งของพื้นที่

พื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทนี้บางแหล่งข่าวก็เรียกพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว บางแห่งก็เรียกพื้นที่โยธะกา โดยสามารถอธิบายได้คือ พื้นที่นี้อยู่ใน ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา นั่นเองโดยมีทิศเหนือติดกับจังหวัดนครนายก ทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำบางปะกงและจังหวัดปราจีนบุรี

 โดยมีทิศเหนือติดกับจังหวัดนครนายก ทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำบางปะกงและจังหวัดปราจีนบุรี โดยพื้นที่ข้อพิพาทนี้ประกอบไปด้วย 4 แปลง ได้แก่

1. แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.611 : พื้นที่จำนวน 80 ไร่
2. แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.612 : พื้นที่จำนวน 1,908 ไร่
3. แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.613 : พื้นที่จำนวน 1,000 ไร่
4. แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.612 : พื้นที่จำนวน 1,328 ไร่

มีพื้นที่โดยรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000 กว่าไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 4 หมู่บ้าน คือ หมู่ 2 หมู่ 10 หมู่ 11 และ หมู่ 12 จำนวน 166 ครัวเรือน

 

Timeline การถือครองที่ดิน

ในส่วนของมิติของการถือครองที่ดินในบริเวณนี้ ที่บางแหล่งข่าวก็กล่าวว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่หลวงของกรมธนารักษ์ที่ใช้ในราชการทหารเรือ บางแหล่งก็กล่าวว่าเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านตั้งรกรากกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนจะเกิดการใช้งานจากทางกองทัพเสียอีก ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์การถือครองพื้นที่บริเวณนี้อ้างอิงจากหลายแหล่งข่าว โดยเราได้ทำการสรุปและเรียงลำดับเหตุการณ์

• พ.ศ.2444 เกิดการสร้างระบบเจ้าที่ดิน ในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็นผลจากโครงการขุดคลองรังสิต ที่ดินได้กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง ทำให้ชนทุกชั้นหันมาสนใจจับจองที่ดินเป็นการเปลี่ยนที่ดินในฐานะปัจจัยการผลิตไปเป็นทรัพย์สิน [1]

• พ.ศ.2446-2447 รัชกาลที่ 5 ให้สัมปทานขุดคลองแก่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามเข้ามาขุดคลอง ทำให้ดินจืดคลายความเปรี้ยวลง ราษฎรจากที่อื่นพากันอพยพมาเพื่อทำนามากขึ้น [2] บริษัทจึงให้ชาวบ้านจ่ายค่าเช่าแทนค่าขุดคลอง แต่ไม่มีใครมาเช่าที่ดินทำนา เนื่องจากมีช้างป่าอยู่ชุกชุม

• พ.ศ. 2448 อ.บางน้ำเปรี้ยว ได้ก่อตั้งขึ้น มีหลวงพิศาลเกษตรสมบูรณ์ (เกตุ เกษสมบูรณ์) เป็นนายอำเภอคนแรก โดยทั่วไปสภาพพื้นที่เป็นป่าโปร่ง มีประชาชนอยู่แบบกระจัดกระจาย ประกอบอาชีพปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ [3]

• พ.ศ. 2458 ชาวบ้านหลายกลุ่มเริ่มเข้ามาบุกเบิกหักล้างถางพง ก่นสร้าง และจับจองพื้นที่ ในช่วงเวลาที่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามหมดอายุการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน 

• พ.ศ. 2468 มีการออกโฉนดให้กับเจ้าจอมมารดาแพ (แปลงที่ 611, 612 และ 614) และ พระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ (แปลงที่ 613) และในปีนี้เองนายกองนาก็ได้เข้ามาทำการเก็บค่าเช่าที่กับชาวบ้าน ด้วยความไม่รู้กฎหมาย ชาวบ้านก็ยอมจ่ายค่าเช่าและมีสถานะเป็นผู้เช่าที่ดินในพื้นที่นับแต่นั้นมา [4]

• พ.ศ. 2483 เจ้าจอมมารดาแพ ได้ส่งต่อพื้นที่นี้ให้แก่ นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) ข้าหลวงต้นห้องคนสนิทดูแลพื้นที่ต่อ [5]

 • พ.ศ. 2489 นางพิจารณ์พลกิจ ได้ทำการขายที่ดินนี้ให้แก่นายชัยยุทธ กรรณสูต เป็นผู้ถือครองคนต่อมา

• พ.ศ. 2491 นายชัยยุทธ กรรณสูต ได้ทำการขายที่ดินผืนนี้ให้แก่ทางทหารเรือ [6]

• พ.ศ. 2518 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ราชพัสดุ ให้หน่วยงานรัฐส่งมอบที่ดินให้กับกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) โดยได้มอบอำนาจให้กองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการจัดให้เช่าและเรียกเก็บค่าเช่าให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด 

 • พ.ศ. 2545 มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ โดยมีเงื่อนไขให้ต่ออายุสัญญาเช่าครั้งละ 1 ปี และต้องได้รับความยินยอมจากกองทัพเรือก่อน และผู้เช่าจะต้องยินยอมให้กองทัพใช้ประโยชน์เมื่อมีความจำเป็น [7]

• ปัจจุบัน 2561  ที่ผืนนี้จึงที่เป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองของกองทัพเรือที่ดูแลโดยกรมธนารักษ์ โดยมีการใช้พื้นที่ทางราชการทหารในบางส่วน ส่วนที่เหลือกองทัพเรือได้นําไปจัดให้ราษฎรเช่าเพื่ออยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมเกษตร

จึงกล่าวได้ว่า พื้นที่นี้มีการถือครองมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีการบุกเบิกและจับจองใช้พื้นที่โดยบรรพบุรุษของชาวบ้านจริง แต่ในทางด้านกฎหมายกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีการถือครองโฉนดที่ดินและถูกเปลี่ยนถ่ายเรื่อยมา การที่ชาวบ้านเริ่มบุกเบิกจับจองที่ดินตั้งแต่ 2458 และไม่มีความสามารถในการซื้อที่ดินเป็นผืนได้ในสมัยนั้น จึงทำให้ไม่นับเป็นการถือครองที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมาย

 

ลำดับเหตุกาณ์ข้อพิพาท ที่ดิน โยธะกา ระหว่างปี 2557 – 2561

Timeline ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

• 31 กรกฎาคม พ.ศ.2557 ชาวบ้านต.โยธะกา ได้รับหนังสือจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา ว่าด้วยการยกเลิกสัญญาเช่าและการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุ และให้ทำการส่งมอบที่ดินคืนทหารเรือภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 57 ด้วยเหตุผลว่า กองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร แต่ชาวบ้านยังคงใช้ที่ดินทำนาต่อไป ไม่มีใครส่งมอบที่ดินหรือย้ายออกไป 

• 19 กันยายน 2560 มีหนังสือจากกองทัพเรืออีกครั้ง ขอให้ส่งมอบคืนที่ดินให้แก่กองทัพเรือ ภายใน 7 วัน โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกไปจากที่ดิน พร้อมกับให้ทำหนังสือส่งมอบที่ดิน หากยังเพิกเฉย ทางราชการมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

• 11 ตุลาคม 2560 ชาวบ้านเริ่มทำหนังสือร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน เรื่องขอความอนุเคราะห์ผ่อนผันส่งมอบที่ดินคืนออกไปก่อน จนกว่าจะมีการช่วยเหลือหรือเยียวยาเรื่องที่อยู่อาศัยและเรื่องการทำมาหากิน เริ่มจาก ทำหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี และ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในวันเดียวกัน

• 6 ตุลาคม 2560 ทำหนังสือถึง หัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาการดำเนินการภายหลังยกเลิกสัญญาเช่าฯ และรองหัวหน้า คณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

• 28 พฤศจิกายน 2560 ทำหนังสือถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน

• 30 พฤศจิกายน 2560 ทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการทหารเรือ เรื่อง ขอให้ชี้แจงข้อมูลการยกเลิกสัญญาเช่าและส่งมอบคืนที่ดินจากราษฏร โดยในหนังสือได้ขอให้ชี้แจง ดังนี้ 1) จำนวนเนื้อที่ดินที่กองทัพเรือต้องการใช้ประโยชน์ 2) แผนที่ของแปลงที่กองทัพเรือต้องการใช้ประโยชน์ 3) วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ที่ดินของกองทัพเรือ 4) เหตุผลความจำเป็นของกองทัพเรือในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

• 22 มกราคม 2561 มีหนังสือตอบกลับจากเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ความว่า กองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าวแล้วจึงยืนยันการยกเลิกสัญญา และไม่มีคำชี้แจงถึงความจำเป็นของทหารเรือในการใช้ที่ดิน ตามที่ชาวบ้านร้องขอโดยใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

• 4 มีนาคม 2561 มีการลงข่าวคำให้สัมภาษณ์ว่า กรมธนารักษ์ได้จัดหาที่ราชพัสดุสนับสนุนโครงการ EEC โดยในพื้นที่ส่วนของฉะเชิงเทรานั้น เป็นพื้นที่ของกองทัพเรือที่ส่งคืนให้กรมธนารักษ์ อยู่ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่เศษ บริเวณศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ ซึ่งได้ส่งมอบให้อีอีซีไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะนำไปพัฒนาเป็นอะไรขึ้นกับ EEC จะกำหนด [8]

• 20 มีนาคม 2561 ชาวบ้านได้ทำหนังสือถึง อธิบดีกรมธนารักษ์ ขอให้ชี้แจงข้อมูลการส่งมอบที่ดินให้ตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามข่าว

• 23 มีนาคม 2561 มีหนังสือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตอบกลับแก่ชาวบ้าน ชี้แจงถึงความจำเป็นในการใช้งานพื้นที่และกองทัพเรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้พื้นที่ดังกล่าวในการการตั้งสถานีวิทยุหาทิศ (DF) จริง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว

• 26 สิงหาคม 2561 ได้มีการนัดหมายตัวแทนชาวบ้านและก่อตั้งกลุ่ม “โยธะการักษ์ถิ่น” ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจากับหน่วยงานต่างๆ และเตรียมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป [9]

• 16 กันยายน 2561 มีการรายงานข่าวจากสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ เนื้อความว่า บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ทำการเซ็นสัญญาเช่าที่ดินที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จำนวน 4,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทหารเรือใช้ บริเวณ ต.โยธะกา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว [10]

• 20 กันยายน 2561 กรมธนารักษ์ได้ทำหนังสือชี้แจงว่าข่าวการให้เอกชนรายใหญ่เช่าพื้นที่ 4,000 ไร่ เพื่อทำเมืองใหม่นั้นไม่เป็นความจริง เป็นเพียงพื้นที่ที่เป็น 1 ใน 7 ที่พิจารณาเข้าร่วมสนับสนุนโครงการระเบียงเศรฐษกิจภาคตะวันออกเพียงเท่านั้น ซึ่งพื้นที่นี้จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่นั้น จะต้องได้รับความยินยอมจากกองทัพเรือก่อนแล้วจึงสามารถทำเรื่องพิจารณาต่อไปได้ [7]

• 4 ตุลาคม 2561 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 พร้อมด้วยหน่วยงานระดับจังหวัดหลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่มาเจรจาพูดคุยต่อชาวบ้าน และรับปากว่าจะเป็นคนกลางผู้ประสานงานให้ทางกองทัพเรือลงพื้นที่มาพบปะพูดคุยชี้แจงต่อประชาชน อีกทั้งรองเลขาธิการ สำนักงาน EEC กล่าวว่าไม่มีแผนที่จะนำเอาพื้นที่ ต.โยธะกา ไปพัฒนาแต่อย่างใด [11]

• ล่าสุด 24 ตุลาคม 2561 กองทัพเรือร่วมลงชี้แจงให้กับประชาชนต.โยธะกา โดยกล่าวว่า กองทัพเรือยังไม่เคยอนุญาตและไม่มีแนวความคิดที่จะอนุญาตให้เอกชนรายใดมาใช้พื้นที่ ยืนยันว่าไม่ใช่เอาไปทำเรื่องของธุรกิจหรือการหารายได้ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงประเทศ และในกรณีนี้จะพิจารณาตกลงกันว่าจะให้กลุ่มชาวบ้านไปอยู่จุดไหนแทนได้หรือไม่ตามนโยบายเยียวยาของประชาชน รวมถึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปหารือกับคณะกรรมการที่ดินของกองทัพเรือ และนำเรียนผู้บัญชาการทหารเรือกับหน่วยงานที่ทำโครงการและใช้ประโยชน์ที่ดินอีกครั้งว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ต่อไป [12]

ศักยภาพกับการพัฒนาในอนาคตบริเวณโดยรอบ ต.โยธะกา 

จากลำดับเหตุการณ์ที่เล่าไปในช่วงต้นของบทความ เรามาดูกันต่อว่า ทำไมทางกองทัพเรือถึงขอคืนที่ดิน ซึ่งสิ่งที่จะเล่าต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลศักยภาพบางส่วนที่อาจมีผลให้เกิดแผนที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพราะพื้นที่ดินใน ต.โยธะกานี้เป็นทรัพย์สินของหลวง ที่อยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นพื้นที่จังหวัดที่มีข่าวการพัฒนาในโครงการ EEC รวมถึงกลุ่ม CP ที่มีแผนจะพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็น Smart City เป็นแห่งแรก เพื่อเป็นการทดลองโครงการเชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกด้วย ซึ่งจากข่าวการพัฒนาทั้งหมดนี้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปใดๆ ออกมาเป็นแบบแผนที่ชัดเจนต่อพื้นที่ดินบริเวณ ข้อพิพาท ต.โยธะกา แต่ถึงอย่างไร ที่ดินแห่งนี้ต้องยอมรับว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่เพียบพร้อมแห่งหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาต่อยอดต่อไปได้ โดยขอนำเสนอข้อมูลการพัฒนาบางส่วนที่เกี่ยวข้องมาให้ทราบกันครับ ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรกันครับ

1. โครงการพัฒนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ พื้นที่ ต.โยธะกา

info : ฐานกราฟิก

1.1 โครงการต่อเติมถนน 3200-3001

การสัญจรบริเวณต.โยธะกามีโครงข่ายถนนเส้นหลัก ที่ปัจจุบันมีโครงการขยายถนน จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ก่อสร้างเป็นถนนลาดยางแอสฟัลคอนกรีต

ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นสายทางที่สนับสนุนโครงการ (EEC) ที่จะวิ่งยาวไปจนถึงทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกรวดเร็วในการสัญจรและการขนส่งมากขึ้น [13]

1.2 โครงการรถไฟฟ้าทางคู่

การสัญจรหลักอย่างรถไฟ ที่ปัจจุบันเป็นรางเดี่ยวและมีปริมาณเที่ยวการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้เสียเวลาต่อการสับเปลี่ยนรางทั้งทางขนส่งและทางสัญจรปกติ

ทำให้เกิดโครงการรถไฟทางคู่ที่กำลังก่อสร้างช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย โดยทำการก่อสร้างอีกรางขนานไปกับรางเดิม เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ ช่วยรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกได้ดีมากขึ้น [14]

ซึ่งการพัฒนาทางสัญจรทั้ง 2 โครงการ พัฒนาผ่านพื้นที่ต.โยธะกา ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าโครงการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคในอนาคตได้อย่างสะดวกมากขึ้น นั่นคือ โครงการรถไฟรางคู่จะสามารถเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมต่อไปถึงสนามบินดอนเมืองและสนามบินอู่ตะเภาได้ ส่วนในเส้นทางถนนก็จะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ที่สามารถวิ่งเข้าสู่กทม.หรือเชื่อมต่อไปยังจ.ชลบุรี-จ.ระยองได้อีก นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้แก่พื้นที่อื่นและพื้นที่บริเวณแห่งนี้ได้อีกด้วย จึงถือได้ว่าพื้นที่ต.โยธะกาแห่งนี้ก็มีศักยภาพในแง่ของการเชื่อมต่อกับเข้ากับโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตได้ดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

1.3 โครงการเมืองใหม่ Smart City ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า CP กับแผนการลงทุนครั้งใหญ่สร้างเมืองใหม่ แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท บนพื้นที่ 10,000 ไร่ ด้วยคอนเซปต์ “Smart City” โดยเหตุผลที่เลือกจ.ฉะเชิงเทรา เป็นแห่งแรก เพื่อเป็นการทดลองโครงการเชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพราะอยู่ไม่ห่างจาก กทม. มากนัก โดยจะมีการวางผังเมือง และระบบสาธารณูปโภคอย่างครบถ้วน รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมืองให้รวมอยู่ในจุดเดียว อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า ไว้ใจกลางเมือง อีกทั้ง รถไฟฟ้าในระบบรางเชื่อมต่อเข้ามายังสถานีมักกะสัน โดยให้การเดินทางเข้าออกเมืองภายใน 20 นาที จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะต้องไม่ต่ำกว่า 300,000 คน เพื่อให้ธุรกิจ – บริการคุ้มทุน อีกทั้งเมืองยิ่งใหญ่ยิ่งดีถึงจะคุ้มค่าในการลงทุนสาธารณูปโภค และขณะนี้อยู่ระหว่างให้สถาปนิกและที่ปรึกษาจาก สหรัฐฯ – อังกฤษ ออกแบบและวางแผนอยู่ [15]

 

2. โครงการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

จากแนวทางการพัฒนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา มาสู่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น นอกเหนือจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็มี ชลบุรีและระยอง ซึ่ง EEC มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุน และการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ในพื้นที่ รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการจัดระบบการสะสมเทคโนโลยี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

ในปัจจุบันโครงการได้พัฒนา ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางอากาศ ทางบก ทางราง ทางน้ำ แบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันจากการลดเวลาการเดินและประหยัดค่าขนส่ง โดยมุ่งเน้นพัฒนา 3 จังหวัดทางฝั่งตะวันออก ได้แก่ 1.จังหวัดฉะเชิงเทรา 2.จังหวัดชลบุรี 3.จังหวัดระยอง โดยเน้นกลุ่มโครงการที่สำคัญ 2 กลุ่ม คือ

– การเชื่อมโยง EEC กับภูมิภาคทางอากาศ 

– การเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าของไทยกับภูมิภาค

– การเชื่อมโยง EEC กับภูมิภาคทางอากาศ ผ่านโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอากาศยานและโลจิสติกส์ทางอากาศ และเชื่อมโยงการเดินของผู้โดยสารสนามบินหลัก (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้การเดินทางระหว่างกทม. กับ EEC ไม่เกิน 1 ชม.

– การเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าของไทยกับภูมิภาค โดยพัฒนารถไฟทางคู่เชื่อมโยงจีน ลาว ไทย กัมพูชา และระบบขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ, ระบบขนส่งแบบอัตโนมัติ ผ่านศูนย์กระจายสินค้าใหม่ที่ฉะเชิงเทรา ไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังระยะ3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะ 3 รวมถึงส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกโดยการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise Port) ที่ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ

 

โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

เป็นโครงการที่เชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ระยะทางรวม 220 กม. 9 สถานี ถือเป็นโครงการที่ช่วยในการเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนา 3 จังหวัดในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรูปแบบ PPP Net Cost ระยะเวลา 50 ปี รวมมูลค่าโครงการ 224,544.36 ลบ. (มี.ค. 61) คาดว่าเปิดให้บริการ 2566 โดยการเชื่อมโยง 3 สนามบินด้วยรถไฟความเร็วสูงนี้ เป็นการยกระดับสนามบินอู่ตะเภามาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 ให้ทำงานควบคู่กับสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยคาดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาพรวมไปในทางที่ดีขึ้น

อ่านข้อมูล รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิ๊ก

อ้างอิงข้อมูล :

วิทยานิพนธ์

[1] : วีรวัฒน์ อริยะวิริยานันท์.  (2552).  วิวัฒนาการของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย : ศึกษาเฉพาะกรณีการออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2475-พ.ศ. 2518).
ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม. (เศรษฐศาสตร์การเมือง).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บทสัมภาษณ์

[4] : นายประกอบ สิงหนาท, (2560).  สัมภาษณ์. 26 พฤศจิกายน 2560

เอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์

[6] : สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา.  (2561).  ที่ดินราชพัสดุ (ในราชการทหารเรือ) [Power Point].  จ.ฉะเชิงเทรา: สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา.

[7] : กรมธนารักษ์ กองบริหารที่ราชพัสดุภูมิภาค.  (2561).  ชี้แจงประเด็นกรมธนารักษ์ให้เครือเจริญโภคภัณฑ์เช่าที่ราชพัสดุบริเวณ อ.บางน้้าเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 4,000 ไร่ เพื่อจัดตั้งเมืองใหม่ตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก [PDF].  กรุงเทพฯ: กรมธนารักษ์ .

เอกสารออนไลน์

[2] : อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา.  (2557).  ประวัติความเป็นมาอำเภอบางน้ำเปรี้ยว.
จาก http://www.amphoe.com/menu.php?mid=1&am=79&pv=7

[3] : พรพนา ก๊วยเจริญ.  (2561).  บทความ ประวัติศาสตร์ที่ดินชาวนาตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา. ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561
จาก http://landwatchthai.org/1108

[5] : ไม่ระบุ.  (2519).  อนุสรณ์คุณผาด. โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม. ค้นเมื่อ มิถุนายน 2560
จาก https://archive.org/details/unset0000unse_j2u7

[8] : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.  (2561).  เปิดทำเลเมืองใหม่ “แปดริ้ว” “ซีพี” รู้แกวดึงทุนจีนดักหน้า. ค้นเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2561
จาก https://www.prachachat.net/property/news-125219

[9] : ประชาไท.//(2561).//ชาวบ้านตั้งกลุ่ม ‘โยธะการักษ์ถิ่น’ ยันที่บรรพบุรุษ-ไม่ย้ายออก หลังกองทัพเรือขอคืนพื้นที่ 4 พันไร่. ค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2561
จาก https://prachatai.com/journal/2018/08/78445

[10] : ฐานเศรษฐกิจ.  (2561).  ‘ซีพี’ ยึดที่รัฐ 4 พันไร่! ฮือต้านธนารักษ์ประเคนที่ดินบางน้ำเปรี้ยวขึ้นเมืองใหม่. ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561
จาก http://www.thansettakij.com/content/318181

[11] : สนทะนาพร อินจันทร์.  (2561).  อีอีซี ลงพื้นที่แจงชาวบ้านโยธะกา ยันไม่มีโครงการในพื้นที่. ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561
จาก https://www.77kaoded.com/content/177870

[12] : Nation TV.//(2561).  กองทัพเรือยอมถอย พร้อมเยียวยาชาวโยธะกาที่เดือดร้อนค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561
จาก http://www.nationtv.tv/main/content/378665313/

[13] : สยามรัฐออนไลน์.  (2561).  วิศวกรใหญ่ฯ ทช.ติดตามโครงการ ‘ก่อสร้างถนนสาย นย.3001 แยกทล.305- บ้านบางน้ำเปรี้ยว’ค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2561
จาก https://siamrath.co.th/n/18529

[14] : การรถไฟแห่งประเทศไทย.  (2561).  โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561
จาก http://www.railway.co.th/resultproject/project_doubletrack.asp?result=135609

[15] : Smart SME.  (2561).  CP เตรียมแผนลงทุน แสนล้าน สร้างเมืองใหม่ แปดริ้ว ให้เป็น SMART CITYค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2561
จาก https://www.smartsme.co.th/content/96182