ร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ธ.ค. 2561)

หลังจากร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2559 จากนั้นส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณานานถึง 19 เดือน ล่าสุดวันที่ 16 พ.ย.61 ที่ประชุมสนช. ได้มีมติเอกฉันท์ 169 เสียงต่อ 0 เสียง เห็นชอบให้ประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นกฎหมาย โดยเริ่มเก็บภาษีจริงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 เป็นต้นไป

สาระหลักใน ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการปรับปรุงกฎหมายภาษีเดิมให้ทันสมัย โดยกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีเป็นอัตราก้าวหน้า หรืออัตราขั้นบันได 4 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเกษตรกรรมมูลค่า 50 ลบ. ขึ้นไป เก็บภาษีไม่เกิน 0.15% กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เก็บภาษีไม่เกิน 0.3% โดยยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับเจ้าของที่ดินและบ้านหลังหลักมูลค่าน้อยกว่า 50 ลบ. และกรณีที่เป็นเจ้าของบ้านเพียงอย่างเดียว เว้นฐานภาษีที่ 10 ลบ. ในขณะที่กลุ่มพาณิชยกรรมและที่ดินรกร้างเริ่มเก็บตั้งแต่บาทแรก ในอัตราภาษีไม่เกิน 1.2%

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีใน 3 ปีแรก ยังได้มีการกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อบรรเทาภาระภาษีอีกด้วย และเริ่มเสียภาษีเต็มจำนวนในปี 2566

ปัญหาภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน

เปรียบเทียบภาระทรัพย์สินตามกฎหมายปัจจุบันและกฎหมายใหม่

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นกฎหมายที่จะมาแทนกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ ทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งมีบางมาตราที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำเกินจริง ทั้งนี้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่มีจุดมุ่งหมายในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นผู้จัดเก็บภาษีโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ อปท. เพื่อนำไปใช้พัฒนาพื้นที่ในเขตปกครองให้เจริญยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว และยังสามารถลดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรอีกด้วย

ทรัพย์สินที่เก็บภาษี

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี

ส่วนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด โดยใช้มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากราคาประเมินที่กรมธนารักษ์เป็นผู้กำหนด

ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษี 

ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

ใครเป็นคนจัดเก็บภาษี

สำหรับหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้นั้นจะเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น

เนื้อหาสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ สนช. เห็นชอบ คือ การปรับลดอัตราเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้ง 4 ประเภทหลักลง คืกลุ่มเกษตรกรรมลดเหลือ 0.15% (เดิม 0.2%) กลุ่มบ้านพักอาศัยลดเหลือ 0.3% (เดิม 0.5%) ในขณะที่กลุ่มพาณิชยกรรมลดเหลือ 1.2% (เดิม 2.0%) และกลุ่มที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ลดเหลือ 1.2% (เดิม 2.0%) แต่หากไม่ใช้ประโยชน์ติดต่อกัน 3 ปี ให้เก็บภาษีในอัตรา 0.3% ในปีที่สี่ และเพิ่ม 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่ไม่เกิน 3%

อกจากนี้ มีการกำหนดข้อยกเว้นภาษีให้กับบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินหลังหลักไม่เกิน 50 ลบ. และบุคคลธรรมดาที่เป็เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่เป็นเจ้าของที่ดินไม่เกิน 10 ลบ. ส่วนในภาคเกษตรกรรม มีการยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการทำเกษตรกรรมไม่เกิน 50 ลบ. ซึ่งคาดว่าข้อยกเว้นนี้จะช่วยให้เจ้าของบ้านหลังหลักและเกษตรกรกว่า 90% ไม่ต้องเสียภาษีที่ดินฯ

การคำนวณภาระภาษี

มาตรการดูแลผลกระทบ

1. ยกเว้น

เป็นมาตรการถาวรที่กำหนดให้ทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ศาสนา หรือเพื่อส่วนรวม โดยจะต้องเป็นทรัพย์สินหรือที่ดินเพื่อกิจการสาธารณะ

ส่วนภาคเอกชน มีการยกเว้นภาษีให้กับพื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่สาธารณูปโภคตามกฎหมาย เช่น พื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามกฎหมายอาคารชุด หรือพื้นที่สาธารณูปโภคตามกฎหมายจัดสรรและกฎหมายนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. ลดหย่อน

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตราสำหรับลดหย่อนภาษีขึ้นมา เพื่อบรรเทาภาระภาษีสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุสุดวิสัยอย่างภัยพิบัติ หรือบ้านพักอาศัยที่เป็นมรดกก่อนกฏหมายบังคับใช้ เสียภาษีเพียง 50% จากที่ต้องเสีย

ในภาคธุรกิจ ฐานการเก็บภาษีแบบใหม่จะคิดแต่ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ไม่รวมราคาเครื่องจักร และสามารถนำภาษีที่ดินฯ ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ สำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างประเภทสถานศึกษา โรงพยาบาล สนามกีฬา สนามกอล์ฟ สามารถบรรเทาภาษีสูงสุดถึง 90% 

3. ผ่อนปรน

รวมถึงใน 3 ปีแรกที่มีการเก็บภาษีที่ดินฯ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกรณียกเว้นและต้องเสียภาษี เช่น กลุ่มพาณิชยกรรม ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในนามนิติบุคคล หากมีภาระต้องเสียภาษีมากกว่าที่เคยเสียตามกฎหมายเก่า กฎหมายยังผ่อนปรนให้ โดยปีแรกเก็บ 25% ปีที่สอง 50% ปีที่สาม 75% และเริ่มเก็บเต็มจำนวนเมื่อเข้าปีที่ 4

ดังรูปตัวอย่างข้างต้น กรณีเจ้าของบ้านที่ครอบครองบ้านหลังหลายหลังจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้น หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 63 ถ้าเจ้าของบ้านต้องเสียภาษีเต็มจำนวน จะต้องเสียถึง 2,000 บ. แต่เนื่องจากมีการผ่อนปรนการเก็บภาษี ทำให้จ่ายเพียง 1,125 บ. และเสียเต็มอัตราในปี 2566

 

บทเฉพาะกาล

โดยบทเฉพาะกาลกำหนดขึ้นมาเพื่อบรรเทาการชำระภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอัตราภาษีเดิม ซึ่งมีการกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินฯ ในสองปีแรก ดังนี้

จะเห็นได้ว่าในระยะเวลา 2 ปีแรกที่เริ่มบังคับใช้ภาษีที่ดินฯ มีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือ ยิ่งมีมูลค่าฐานภาษีมาก ยิ่งต้องเสียอัตราภาษีที่มากขึ้นไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันอัตราภาษีเริ่มต้น ถูกกำหนดในช่วงของมูลค่าทรัพย์สินค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 25 – 75 ลบ. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้ที่มีทรัพย์สินน้อย

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรม มีการกำหนดบทเฉพาะกาลขึ้นเพื่อยกเว้นการจัดเก็บภาษีแก่บุคคลธรรมดาใน 3 ปีแรกด้วย ส่วนหากทำเกษตรกรรมในนามนิติบุคคล มีอัตราการเสียภาษีที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราภาษีประเภทอื่นๆ ประเภทที่ดินรกร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ และพาณิชยกรรมมีการเก็บอัตราภาษีในอัตราที่เท่ากัน คือ เริ่มต้นที่ 0.3% และสูงสุดอยู่ที่ 0.7% กลุ่มบ้านพักอาศัย มีการแยกประเภทย่อยไปอีก 3 ประเภท ได้แก่ เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว เป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สุดท้ายคือที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนอกเหนือจาก 2 กรณีแรก ซึ่งจะมีอัตราการเก็บภาษี และการแบ่งมูลค่าทรัพย์สินที่แตกต่างกันออกไป

และเมื่อหลังจากผ่าน 2 ปีแรกที่ใช้อัตราตามข้างต้นแล้ว ต้องติดตามรายละเอียดหลังจากนี้ที่จะมีการประกาศในกฎหมายลูก ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงกันต่อไป

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังภาษีที่ดินฯ มีผลบังคับใช้

ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นกฎหมายหลายฝ่ายพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมา เพื่อใช้แทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมุ่งหวังให้เข้ากับสภาวะในปัจจุบัน และมีความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ของที่ดิน รวมถึงกระจายอำนาจไปสู่อปท. ให้มีงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาว โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะเก็บเงินเข้ารัฐได้ถึง 10,000 ล้านบาทใน 4 ปีแรกหลังบังคับใช้

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในครั้งนี้เชื่อว่าไม่ได้กระทบกับคนส่วนใหญ่หรือมนุษย์เงินเดือนมากนัก เนื่องจากมีมาตรการยกเว้น ผ่อนปรนอยู่หลายข้อ แต่สำหรับใครที่ชอบสะสมที่ดิน มีบ้านหลายหลัง หรือซื้อคอนโดไว้ปล่อยเช่าแล้ว ก็ลองสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเองกันดูว่า มีมูลค่าเท่าไร จัดอยู่ในประเภทไหน ต้องเสียภาษีหรือไม่ ถ้าต้องเสียภาษีจะจัดการกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไร เพื่อที่จะเตรียมความพร้อม ก่อนมีผลบังคับใช้จริงในปี 2563

 

Info : ศูนย์วิจัยกสิกร

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …. (ฉบับ สนช. เห็นชอบ)