ร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (22 พ.ค. 2560)

หลังจากบรรดาผู้ถือครองที่ดิน ต่างจับตาว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง* เพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ออกมาในอัตราเท่าใด ล่าสุดที่ประชุม ครม.ยอมถอยคนละก้าว ปรับลดลงจากเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอให้เก็บอัตรา 5% ทันทีตั้งแต่ปีแรก มาเริ่มเก็บ 2% และปรับขึ้น 0.5% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกินเพดาน 5% ดีเดย์เริ่มเก็บราวเดือน ม.ค.2562

กรณีของที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ตามร่างเดิมที่ให้เก็บภาษีในอัตรา 5 % แต่ร่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไข ให้เก็บในอัตรา 2 % และหากที่ดินนั้นยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้ปรับขึ้น 0.5 % ทุกๆ 3 ปี แต่ไม่เกินเพดานอัตรา 5 % ส่วนที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมและที่เป็นที่อยู่อาศัยนั้น คงไว้อัตราเดียวกับร่างเดิมที่ 0.2 % ส่วนพาณิชยกรรมคงไว้ที่ 2 %

* อัพเดทจากข่าวร่างพ.ร.บ.ล่าสุด แต่เป็นเพียงฉบับร่างซึ่งยังไม่ผ่านมติค.ร.ม.ตัวเลขอาจมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง

ตารางเปรียบเทียบภาระทรัพย์สินตามกฎหมายปัจจุบัน (ภาษีที่ดินเพื่อบำรุงท้องที่) และกฎหมายใหม่ (พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี59)

Info : กลยุทธ์รับมือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
Baker McKenzie ธนาคารกสิกรไทย 20 พ.ค. 60

ตารางเปรียบเทียบฉบับร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อน
และหลังปรับปรุง ปี 2559 และ ปี 2560(ปรับปรุงล่าสุด)

.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละประเภท

ไดอะแกรมแสดงการเปรียบเทียบประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีสัดส่วนการเสียภาษีที่แตกต่างกัน รวมถึงแบ่งเป็นสองหมวดคือ 1.ส่วนที่เก็บภาษี และ 2.ส่วนที่ไม่เก็บภาษี

1.เก็บภาษี

ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นกฎหมายที่จะมาแทนกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ ซึ่งมีบางมาตราที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำเกินจริง ทั้งนี้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่มีจุดมุ่งหมายในการช่วยลดความเลื่อมล้ำในสังคมและเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นผู้จัดเก็บภาษีโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้จริง ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ อปท. เพื่อนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นในด้านสังคมอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังสามารถลดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

วัตถุประสงค์

1. กระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ผลักดันให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน
3. ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม – เก็บภาษีผู้มีรายได้มาก ไม่ค่อยกระทบกับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง

ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษี 

ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

ใครเป็นคนจัดเก็บภาษี

สำหรับหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้นั้นจะเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ทำหน้าที่จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี

ส่วนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

ใช้ฐานภาษีอะไรในการคำนวณ

สำหรับฐานภาษีที่ใช้ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด รวมถึงอัตราค่าเสื่อมราคาที่กรมธนารักษ์เป็นผู้กำหนด ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูราคาประเมินได้ที่เว็บไซต์ของกรมธนารักษ์ 

กลุ่มที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์

กลุ่มที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะ ดังนี้

1.ไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ หรือ
2. ทิ้งไว้ว่างเปล่า

เสียภาษีเริ่มต้น 2%
อัตราเพดาน 5%

และหากไม่ได้มีการทำประโยชน์ จะเก็บเพิ่ม 0.5% ทุกๆ 3 ปี มากสุดไม่เกิน 5%

กลุ่มบ้านพักอาศัย

กลุ่มบ้านพักอาศัย

บ้านพักอาศัยหลังหลัก

1. เจ้าของมีชื่อในโฉนด
2. เจ้าของใช้เป็นที่อยู่อาศัย
3. เจ้าของมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น

บ้านพักอาศัยหลังอื่นๆ หมายถึง กรณีที่เจ้าของมีชื่อในโฉนด

อัตราเพดาน 0.2%

  • มีบ้านหลังเดียว มูลค่าไม่เกิน 50 ลบ. “ไม่เสียภาษี”
  • มีบ้านหลังเดียว มูลค่า 50 ลบ.ขึ้นไป “เสียภาษีไม่เกิน 0.2%” ของราคาประเมินราชการ

มีบ้าน 2 หลังขึ้นไป “เสียภาษีไม่เกิน 0.2%” ของราคาประเมินราชการ
บ้านหลังแรก
<50 ลบ. => ยกเว้น

>50-100 ลบ. => 0.05%
>100 ลบ. => 0.1%
บ้านหลังที่สอง
<5 ลบ. => 0.03%
>5-10ลบ.=> 0.05%
>10-20ลบ. => 0.1%
>20-30ลบ. => 0.15%
>30ลบ. => 0.20%

กลุ่มเกษตรกรรม

กลุ่มเกษตรกรรม หมายถึง การใช้ที่ดินในการทำนาทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์

เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามที่ประกาศกำหนด*

หมายเหตุ
• อาจต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร
• (แนวโน้มการใช้หลักสัดส่วน)
1.ทำเกษตรกรรม 100%
2.ทำเกษตรกรรม ≥3/4 + ที่อยู่อาศัย ≤1/4
3.ไม่ตรงตาม 1. และ 2. เสียภาษีในอัตราเกษตรกรรมตามสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง

เสียภาษีไม่เกิน 0.2%

อัตราเพดาน 0.2%

<50 => ยกเว้น
>50-100ลบ. => 0.05%
>100ลบ. => 0.1%

กลุ่มพาณิชยกรรม

กลุ่มพาณิชยกรรม อุตสาหรรม หมายถึง การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มิได้ใช้เพื่อการเกษตรกรรมหรือการอยู่อาศัย เช่น การใช้เพื่อพาณิชยกรรม หรือ อุตสาหกรรม

เสียภาษีไม่เกิน 2%

อัตราเพดาน 2%

<20ลบ. => 0.3%
>20-50ลบ. => 0.5%
>50-100ลบ. => 0.7%
>100-1000ลบ. => 0.9%
>1,000-3,000ลบ. => 1.2%
>3,000ลบ. => 1.5%

การคำนวณภาระภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปีแบ่งเป็น 3 กรณีดังนี้

1.กรณีที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง  ภาระภาษี = มูลค่าที่ดิน x อัตราภาษี 
                     โดยมูลค่าที่ดิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.) x ขนาดพื้นที่ดิน

2.กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  ภาระภาษี = (มูลค่าที่ดิน + มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง) x อัตราภาษี
                     โดยมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง = (ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง) – ค่าเสื่อมราคา

3.กรณีห้องชุด  ภาระภาษี = มูลค่าห้องชุด x อัตราภาษี
                      โดยมูลค่าห้องชุด = ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่ห้องชุด (ตร.ม.)

.

2.ไม่เก็บภาษี

ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษี

  •    1. ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  •    2. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
  •    3. ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือ ในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์
  •    4. ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นภาษีตามสนธิสัญญาหรือความตกลง
  •    5. ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
  •    6. ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย
  •    7. ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใด เฉพาะที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
  •    8. ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะหรือฌาปนสถานสาธารณะ โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
  •    9. ทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิหรือองค์การที่ประกอบกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ เฉพาะที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
  •  10. ทรัพย์สินของเอกชนเฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการจัดให้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเจ้าของทรัพย์สินนั้นมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินนั้น
  •  11. ทรัพย์ส่วนกลางตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด และที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
  • 12. ทรัพย์สินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

จากรายการทรัพย์สินประเภทต่างๆ จะเห็นว่ามีบางส่วนที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ทรัพย์สินขององค์กรนั้นๆเป็นทรัพย์สินในลักษณะใด และเหตุใดกฎหมายจึงไม่จัดเก็บภาษีจากส่วนนี้ด้วย เพื่อลดช่องว่าง หรือสิทธิในการเสียภาษีที่เท่าเทียมกันทั้งระบบ ในหัวข้อนี้จึงมีการยกตัวอย่างประเภทของทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีมาวิเคราะห์ (ส่วนที่ highlight) ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดังนี้

.

.

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

.

ทรัพสินย์ส่วนพระมหากษัตริย์ ตามความเข้าใจทั่วไปทุกคนจะเข้าใจว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ  ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วจะเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่ง คือ ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ “รัฐบาล” ไม่ได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด  ตาม ตัวบทกฎหมาย (พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491) ดังนี้ 

มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล

มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน (“อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” กำหนดไว้ในมาตรา 4 ตรี วรรคสอง เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” )

กิจการของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัวทรัพสินย์ส่วนพระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สิน เพราะในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล ” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้ จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้

มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวใน มาตรา 5 วรรคสอง นั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพันเหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ 

สำนักงานทรัพย์สินฯ มีสถานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” กับ “กษัตริย์” มีความหมายต่างกันและตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายกษัตริย์ 2479 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้เห็นว่า รัฐเข้ามาจัดหาผลประโยชน์แต่อย่างใด ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็ไม่ใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะไม่ได้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นไปเพื่อจัดหา ผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินฯเข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจ แห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 สรุปได้ว่าเมื่อเป็นเอกชนตามที่กล่าวไปข้างต้น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติย์ในส่วนของอสังหาฯนั้นตามหลักความเป็นจริงแล้วก็ควรจะเสียภาษีตามกฎหมาย พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ด้วยนั่นเอง

Info : prachatai.com

 

.

ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ

.

ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ 1.ทรัพย์สินหรือที่ดินที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ และ 2.ทรัพย์สินหรือที่ดินเพื่อกิจการสาธารณะโดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ ซึ่งตามพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะยกเว้นภาษีเพียงในข้อที่สองเท่านั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่าทั้งสองข้อนั้นเป็นทรัพย์สินที่แยกส่วนกันของรัฐ

ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา หรือ ที่ดินที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ เป็นที่ดินที่รัฐถือครองไว้เสมือนเอกชนและอยู่ภายใต้กฎหมายเอกชน ทรัพย์สินประเภทนี้ถือเป็น ทรัพย์ในพาณิชย์  สามารถจำหน่ายจ่ายโอนและเอกชนสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้  ที่ดินที่รัฐถือไว้อย่างเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ เป็นที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ที่มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น  กล่าวคือ ที่ดินดังกล่าวต้องมิได้ถูกใช้อย่างสาธารณประโยชน์หรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ รวมทั้งมิได้สงวน หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของพลเมืองใช้ร่วมกัน รัฐในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวที่มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ย่อมมีสิทธิจำหน่าย จ่าย โอน หรือจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินได้โดยไม่ต้องอาศัยบทกฎหมายเฉพาะ สรุปได้ว่าที่ดินหรืออสังหาฯของรัฐนั้นถ้าเป็นรูปแบบแรกคือใช้เพื่อหาผลประโยชน์ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ แต่ส่วนทรัพย์สินหรือที่ดินเพื่อกิจการสาธารณะโดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ จะเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตาม พ.ร.บ นั่นเอง

Info : gotoknow.org

.

ทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิหรือองค์การที่ประกอบกิจการสาธารณะ

.

คำว่า “มูลนิธิ” ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาประโยชน์มาแบ่งปันกันและได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ และการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง

ตัวอย่างมูลนิธิหรือองค์การที่ประกอบกิจการสาธารณะ เช่น หน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐหรือเป็นกลไกของรัฐแต่ไม่เป็นองค์กรของรัฐ  คือ หน่วยงานจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าตามหลักเกณฑ์การเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ใช้อำนาจรัฐหรือเป็นกลไกของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. สภาวิชาชีพ
2. สถาบันภายใต้มูลนิธิ ซึ่งเป็นกลไกของส่วนราชการ 
3. นิติบุคคลเฉพาะกิจ

ในส่วนของข้อที่สอง สถาบันภายใต้มูลนิธิ โดยส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเพื่อบริการสาธารณะเฉพาะด้าน จะจัดตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมเฉพาะสาขาในระยะเริ่มแรก และเมื่ออุตสาหกรรมสาขานั้น ๆ มีความเข้มแข็งแล้ว ภาคเอกชนจะรับภารกิจนั้นไปดำเนินการเอง สรุปได้ว่าทรัพย์สินของมูลนิธิหรือองค์กรที่เป็นไปในตัวอย่างข้างต้นจะยกเว้นภาษีตาม พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ต่อเมื่อเป็นไปในเชิงสาธารณะประโยชน์เท่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเงินในบัญชีของมูลนิธิจะไม่ถูกแจงในบัญชีที่แสดงกับประชาชนทั่วไป ซึ่งทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เช่นการก่อตั้งมูลนิธิส่วนตัว , การสร้างบ้านพักของมูลนิธิ หรือ การมีรถยนต์ประจำตำแหน่ง ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ล้วนไม่ต้องเสียภาษี จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรทำให้ข้อปฏิบัติเหล่านี้ชัดเจน โปร่งใส และถูกต้องต่อไป

info : po.opdc.go.th

.

ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใด

วัด และศาสนสถาน เป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย รวมถึงเงินบริจาค โดยตามกฎหมาย วัดได้จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล วัดไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามบทนิยามในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร วัดจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นถ้ามีกรณีผู้จ่ายเงินให้แก่วัด ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วย สรุปได้ว่าทรัพย์สินของศาสนสมบัตินั้นตามกฎหมายแล้วไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นในปัจจุบันจึงเกิดศาสนสถานขึ้นมากมายจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ดังที่เห็นเป็นข่าวเกี่ยวกับวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งบัญชีเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดนั้นไม่สามารถถูกตรวจสอบได้เลย เนื่องจากทั้งหมดล้วนเป็นเงินบริจาค ซึ่งแท้จริงแล้วก็ควรจะมีการปรับกฎหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบความโปร่งใสของศาสนสถานนั้นๆ และดำเนินการให้เกิดการเก็บภาษีตามความเป็นจริง เพื่อความเท่าเทียมของระบบโดยทั่วกัน

info : avaccount.com

.

การบรรเทาภาระภาษี

1. บ้านพักอาศัยที่เป็นมรดก ก่อนกฏหมายบังคับใช้ เสียภาษี 50% ของภาษีที่ต้องเสีย
2. ยกเว้นเก็บภาษี 1 ปี ให้กับ ที่ดินที่อยู่ระหว่างการสร้างบ้าน ที่เจ้าของที่ดินใช้เป็นบ้านของตนเอง
3. เก็บภาษี 0.05% ของภาษีที่ต้องเสีย สำหรับ ที่ดินที่รอการพัฒนา เป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย เป็นเวลา 3 ปีนับตั้งแต่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินมา
4. เก็บภาษี 0.05% สำหรับ อสังหาริมทรัพย์รอการขาย ที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงิน เป็นเวลา 5 ปี
5. ลดภาษีไม่เกิน 90% ของภาษีที่ต้องเสียสำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ได้มี การบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านหลักที่ได้มาจากการรับมรดก โดยบ้านที่เราได้มาจากมรดกซึ่งสามารถดูได้จากโฉนดนั้นจะลดภาระภาษีให้ 50% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย นอกจากนี้ ยังมี การลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ อาคารบ้านเรือนเกิดความเสียหายหรือถูกทำลายด้วย เรียกว่าค่อนข้างมีความยืดหยุ่นในการจัดเก็บภาษีมาก

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในครั้งนี้เชื่อว่าไม่ได้กระทบกับคนส่วนใหญ่หรือมนุษย์เงินเดือนมากนัก แต่สำหรับใครที่ชอบสะสมที่ดิน มีบ้านหลายหลัง หรือซื้อคอนโดไว้ปล่อยเช่าแล้ว ก็ลองสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเองกันดูว่า มีมูลค่าเท่าไร จัดอยู่ในประเภทไหน เข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือไม่ ในอัตราเท่าไร หากคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่ายต่อปีแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าไร และจะจัดการกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไร ทั้งนี้ หากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทาง อปท. ประกาศไม่ถูกต้อง เราสามารถอุทธรณ์ได้เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาทบทวน และอย่าลืมบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2562

Info : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง