เจาะลึกเทรนด์ Branded Residence กับธุรกิจอสังหาในไทย

เคยสงสัยมั้ยว่า โครงการคอนโดหรูที่ชื่อเหมือนเครือโรงแรมดังนั้น ที่จริงแล้วเป็นคอนโด หรือโรงแรมกันแน่? หรือโครงการบางแห่ง ที่ใช้ชื่อเหมือนแบรนด์แฟชั่น Hi-End แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ ไปจนถึงชื่อสถาปนิกและดีไซน์เนอร์ดัง แล้วพ่วงด้วยคำว่า Residences เข้าไป จริงๆ แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์นั้นอย่างไร?
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานั้น เรียกว่า “Branded Residence” เทรนด์ที่กำลังมาแรง และน่าจับตามองสำหรับวงการอสังหาฯ ทั่วโลก เป็นโมเดลธุรกิจที่เหล่าดีเวลอปเปอร์ ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWI) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ 
สำหรับในประเทศไทย เชื่อหรือไม่ว่าเราเป็นประเทศแรกๆ ที่เครือโรงแรมดัง เริ่มขยายธุรกิจ Hotel-Branded Residence เข้าสู่ตลาดอสังหาฯ นอกเหนือจากประเทศต้นกำเนิดอย่างอเมริกา
และจนถึงทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญของ Branded Residence ด้วยจำนวนโครงการที่มากเป็นอันดับ 3 ของโลก เลยทีเดียว!!
 

BRANDED RESIDENCE คืออะไร?

ต้นกำเนิดของคอนเซ็ปต์ Branded Residence คงต้องย้อนไปในปี ค.ศ. 1927 หนึ่งในยุครุ่งเรื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ The Sherry-Netherland อพาร์ทเมนท์หรูแห่งแรกในเมืองนิวยอร์ก และแห่งแรกในโลกที่ถูกบริหารงานโดยเครือโรงแรม ได้ฤกษ์เปิดตัว 
และคอนเซ็ปต์นี้ก็กลับมาบูมอีกครั้งในยุค 80 ตอนที่ Four Season เปิดตัวคอนโดซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ กับโรงแรมในเครือของตัวเองที่เมืองบอสตัน ตามมาด้วยเครือ Aman ที่ส่ง Resort Branded Residence แห่งแรกมาบุกตลาดไกลถึงจังหวัดภูเก็ตของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “Amanpuri” ในปี ค.ศ. 1988
และเพื่อตอบสนองความต้องการในด้าน Luxury Lifestyle ของลูกค้ากลุ่ม HNWI (High Net Worth Individual) ขึ้นไปที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และแสวงหาความแปลกใหม่ที่มากกว่าบริการหรูระดับโรงแรม 5 ดาว ทำให้แบรนด์สินค้าชื่อดัง ทั้งในหมวดแฟชั่น ยานยนต์ ฯลฯ ไปจนถึงศิลปินและนักออกแบบที่มีชื่อเสียง (Starchitect) เข้ามามีบทบาท และกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัยในรูปแบบ Branded Residence มากขึ้น
ดังนั้นนิยามของคำว่า Branded Residence ในปัจจุบัน จึงเปลี่ยนไปจากยุคแรกๆ ที่เป็นแค่การผนวกกันระหว่างที่อยู่อาศัย กับการบริการ และบริหารงานโดยเครือโรงแรมหรู
ขยายไปสู่รูปแบบของที่อยู่อาศัยทีมีมูลค่าทั้งในแง่ของการเป็นอสังหาริมทรัพย์ และคุณค่าทางจิตใจ ไม่ต่างจากการสะสมงานศิลปะ หรือได้ครอบครองชิ้นงาน Limited Edition จากแบรนด์ หรือศิลปินที่มีที่มีชื่อเสียง
 

BRANDED RESIDENCE แบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

ถ้าอ้างอิงตาม Savills Branded Residences Report 2018 อาจแบ่ง Branded Residence ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ  

1. Hotel Branded Residence

โครงการที่พักอาศัย เช่น คอนโดมิเนียม วิลล่าหรู ที่บริหารงาน และมอบบริการสุดพิเศษโดยโรงแรมเจ้าของแบรนด์นั้นๆ โดยอาจจะตั้งแบบ Stand alone รวมอยู่ในอาคารเดียวกับโรงแรม หรือแยกเป็นอีกโซนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
บางโครงการอาจมีบริการเพิ่มเติมด้านการลงทุน คือ บริหารและปล่อยเช่ารายวันอย่างถูกกฏหมาย เสมือนโรงแรมทั่วไป
โดยผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะได้ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และสิทธิ์ในการเข้าพักภายในโครงการ โรงแรมในเครือ และบริการอื่นๆ
สำหรับเครือโรงแรมที่ถือสัดส่วนในกลุ่ม Hotel Branded Residence มากที่สุดในปี 2018 คือ Marriott International เจ้าของแบรนด์ Ritz-Carlton, St. Regis และ Sheraton เป็นต้น

2. Non-Hotel Branded Residence

เป็น Branded Residence ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้แบรนด์โรงแรมอย่างกลุ่มก่อนหน้า แต่บางแห่งยังคงใช้ Hotel Service จากโรงแรม หรือบริษัททางด้าน Hospitality โดยเฉพาะ ซึ่งกลุ่ม Non-Hotel Branded Residence นี้ ครอบคลุมหลากหลายแบรนด์ จากหลายอุตสาหกรรม เช่น
  • – กลุ่ม Automotive เช่น Aston Martin Residences คอนโดหรูที่ถ่ายทอดความเท่และคลาสสิกของแบรนด์รถหรูอายุกว่า 100 ปี จากประเทศอังกฤษ, Tonino Lamborghini Residences Dubai ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีสัน และเส้นสายโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ตหรู Lamborghini
  • – กลุ่ม Fashion, Jewelry & Luxury Industries เช่น แบรนด์ Armani ที่ร่วมออกแบบในโครงการ Residences By Armani Casa ที่ไมอามี่ และแบรนด์เครื่องแก้วและคริสตัล จากฝรั่งเศสที่ได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านโครงการ Baccarat Hotels & Residences
  • – กลุ่ม World Renown Designers & Firms อย่าง Daniel Libeskind สถาปนิกดังผู้ออกแบบ Verve วิลล่าหรูที่ประเทศเยอรมัน, Philippe Starck และ YOO Studio เจ้าของผลงานภายใต้แบรนด์ YOO Residence ที่ฝากผลงานเลื่องชื่อไว้กว่า 36 ประเทศทั่วโลก และนับเป็นแบรนด์ใหญ่อันดับหนึ่งในกลุ่ม Non-Hotel ด้วยจำนวนมากถึง 52 โครงการ จากสถิติปี 2018
 

ทำไมต้องเป็น BRANDED RESIDENCE?

อย่างที่ได้เกริ่นไปว่า Branded Residence เริ่มต้นขึ้นในช่วง 1920 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูของสหรัฐอเมริกา และนั่นอาจจะสะท้อนให้เห็นไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนเมื่อเริ่มมีความมั่งคั่งมากขึ้น จากเดิมที่ใช้จ่ายเพียงเพื่อปัจจัย 4 ก็เริ่มมองหาคุณค่าทางจิตใจ และสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น และยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอมา
แม้ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจอาจจะดูซบเซาลงไปบ้าง แต่จากข้อมูลของ The Wealth Report 2019 โดย Knight Frank พบว่า ประชากรในกลุ่ม UHNWI (Ultra high-net-worth Individuals) หรือผู้มีความมั่งคั่งพิเศษ จะเพิ่มสูงขึ้น 22% ภายใน 5 ปีนี้ และนั่นหมายถึง ประชากรที่มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 43,000 คน ภายในปี 2023
หรือถ้ามองเฉพาะในประเทศไทย แค่กลุ่ม HNWI หรือ ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง ที่เป็นเพียงประชากรบางส่วน แต่กลับมีสัดส่วนความมั่งคั่งมากถึง 67.6% หรือเกินครึ่งของ GDP ในปี 2018! (ข้อมูลจาก  SCB Julius Baer – Wealth Report Thailand 2019)
ขณะเดียวกัน กลุ่มทุนต่างๆ ก็สรรหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ มาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ อย่างเช่น Branded Residence เทรนด์ที่กำลังมาแรงของวงการอสังหาฯ ซึ่งให้ประโยชน์กับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น
1. เจ้าของแบรนด์ ที่ได้ประโยชน์จากการขายลิขสิทธิ์ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ รวมถึงขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่แวดวงอื่น
2. ผู้พัฒนาโครงการ ได้ประโยชน์จากมูลค่าโครงการที่สูงขึ้น ด้วยชื่อเสียงของแบรนด์ และได้รับการตอบรับที่ดีจาก Loyalty ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ
3. ลูกค้าของโครงการ มั่นใจในคุณภาพ และการบริการจากโครงการ และเนื่องจากเป็น Branded Residence ทำให้มีมูลค่าสูงกว่าโครงการทั่วไป ที่ให้ผลตอบแทนทั้งคุณค่าทางจิตใจ และการลงทุน
 

BRANDED RESIDENCE มีที่ไหนบ้าง?

ปัจจุบัน มีโครงการในกลุ่ม Branded Residence ทั่วโลกมากกว่า 420 แห่ง รวมกว่า 65,000 ยูนิต ตามข้อมูลของ Savills – Branded Residences Report 2019
เมืองที่ครองแชมป์สูงสุด (นับรวมทั้งโครงการที่สร้างเสร็จ และโครงการในอนาคต) คือ ดูไบ แซงหน้านิวยอร์ก แชมป์ของปีก่อนไปเป็นที่เรียบร้อย และที่ 3 ยังเป็นไมอามี่เช่นเดิม
ส่วนภูเก็ต ติดอันดับ 4 ด้วยจำนวน Branded Residence ถึง 16 แห่ง และกรุงเทพมหานคร ตามมาติดๆ ในลำดับที่ 5 ด้วยจำนวนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 12 แห่ง และโครงการในอนาคตอีก 2 แห่ง รวมเป็น 14 แห่ง ทำให้ไทยถือเป็นหนึ่งในตลาด Branded Residence ที่น่าจับตามองของกลุ่มประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกเลยทีเดียว  
 

จับตาดู 3 แบรนด์มาแรง ในประเทศไทย

3 แบรนด์ใหญ่ ที่ถือครองสัดส่วนในตลาดเอเชียแปซิฟิกมากที่สุด ทั้งโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และโครงการในอนาคต ประกอบด้วย YOO Non-Hotel Branded Residence ที่มีจำนวนโครงการมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และละตินอเมริกา
ตามมาด้วย 2 แบรนด์โรงแรมชื่อดัง Four Seasons และ Banyan Tree Residences ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์นี้ก็ได้ขยายตลาดสู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับแบรนด์ Four Seasons และ Banyan Tree Residences อาจคุ้นหูคุ้นตากันมาบ้าง และไม่น่าแปลกใจนักสำหรับประเทศไทยที่คลุกคลีกับตลาด Hotel Branded Residence มานาน
แต่กลุ่ม Non-Hotel Branded Residence และแบรนด์ YOO นั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ สำหรับตลาดอสังหาฯ ไทย ที่เพิ่งเปิดโครงการเต็มรูปแบบไปไม่นาน และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ภายใต้ชื่อ “KHUN by YOO” คอนโดหรูใจกลางทองหล่อ หนึ่งใน Sansiri Luxury Collection จากแสนสิริ กับ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
 

ครั้งแรกของ YOO ในประเทศไทยกับโครงการ “KHUN by YOO”

previous arrow
next arrow
Slider
“KHUN by YOO inspired by Starck” (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค)” 1st Design Branded Residence แห่งแรกของแสนสิริ กับ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และแห่งแรกในไทย ที่ร่วมออกแบบโดย Yoo Studio และเป็น 1 ใน 36 ผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง Philippe Starck
ภายใต้คอนเซ็ป “Industrial Heritage” และการออกแบบตกแต่งภายในพื้นที่ส่วนกลางที่ดูหรูหรา สอดแทรกด้วยดีไซน์สนุกสนานตามสไตล์ของ Philippe Starck ร่วมกับ YOO Studio คัดสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง ตั้งแต่โคมไฟใน The Greeting Hall หนังสือทุกเล่มที่ถูกจัดวางใน The Reading Lounge และกลิ่นของเทียนหอมที่เลือกใช้ใน Facilities ส่วนต่างๆ เปรียบเสมือน Art Gallery ที่รวบรวมคอลเลคชั่นงานออกแบบของดีไซน์เนอร์ดัง และเฟอร์นิเจอร์แบรนด์หรูจากทั่วทุกมุมโลก
ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าระดับ Luxury และผู้หลงใหลในงานศิลปะ สมกับการเป็น Passion Investment และการันตีด้วยชื่อเสียงของแบรนด์ YOO ที่มีสถิติในการเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาฯ สูงถึง 30%
รู้จัก KHUN ให้มากขึ้น Click!  

NICE TO MEET YOO @ KHUN BY YOO INSPIRED BY STARCK

1 BEDROOM STARTS 18.9 MB

READY FOR OCCUPANCY CLICK!