เพิ่มดาวน์คอนโดฯ! แก้เกมส์กู้ไม่ผ่าน
Infographic 153 - Condo Down Payment - 691 20
ที่มาข้อมูล
ประชาชาติธุรกิจ
24-27 เม.ย 57
คนซื้อคอนโดฯแจ็กพอต บริษัทพัฒนาที่ดินแห่ปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์จากลูกค้าเท่าตัว จากเดิมเริ่ม 5% ของราคาห้องชุด เป็น 10-30% หลังแบงก์หวั่นหนี้เสีย สกรีนสินเชื่อเข้ม ส่งผลยอดไม่ได้รับอนุมัติวงเงินกู้พุ่งกระฉูด 5 บิ๊กอสังหาฯ “พฤกษา-แสนสิริ-แอล.พี.เอ็น.-คิวเฮ้าส์-เพอร์เฟค” เจอกระทบถ้วนหน้า พลิกสารพัดแผนช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้าผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ตลาดคอนโดมิเนียมที่มีปัจจัยลบรอบด้านอยู่แล้วกำลังเผชิญมรสุมระลอกใหม่ จากที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อซื้อคอนโดฯ เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ที่เรียกจากลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ ขณะที่ลูกค้าก็ต้องจ่ายเงินดาวน์มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลกระทบทำให้ตลาดคอนโดฯ ซึ่งปัจจุบันมีการแข่งขันกันรุนแรง และหลายทำเลปริมาณซัพพลายเริ่มล้นตลาดชะลอตัวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากยังมีรายได้ค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถแบกรับภาระเงินดาวน์ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นได้ หนี้เสียครัวเรือนสัญญาณเตือนภัย

จากการสำรวจพบว่าขณะนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯเกือบทุกรายได้ปรับสัดส่วนเงินดาวน์ห้องชุดในโครงการคอนโดฯเพิ่มขึ้นแล้ว โดยทยอยปรับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จากเดิมบางบริษัทกำหนดสัดส่วนเงินดาวน์ไม่ถึง 10% ของราคาห้องชุด ปรับเพิ่มเป็น 10-30% เพื่อลดความเสี่ยงลูกค้ากู้สถาบันการเงินไม่ผ่าน เนื่องจากสัดส่วนการไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังธนาคารเข้มงวดการปล่อยเงินกู้พื่อควบคุมหนี้เสีย ประกอบกับลูกค้าบางรายมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการซื้อรถคันแรก และหนี้บัตรเครดิต ทำให้ธนาคารปฏิเสธปล่อยกู้หรือปล่อยกู้ไม่เต็มวงเงินที่ต้องการ เช่น เดิมลูกค้ามีภาระผ่อนดาวน์เพียง 10% และต้องการกู้ธนาคารส่วนที่เหลืออีก 90% แต่ได้รับอนุมัติเพียง 85%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากมีสัญญาณเตือนจากภาระหนี้สินต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นใกล้จะแตะ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีพีดี) ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันความหละหลวม อย่างบางธนาคารก่อนหน้านี้ให้ผู้จัดการสาขามีอำนาจอนุมัติสินเชื่อทั้งหมดเอง แต่พบว่าผู้กู้บางรายมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าเกณฑ์เพียงแค่ 1-2 พันบาท ก็ยังได้รับอนุมัติสินเชื่อ จึงปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อโดยให้ส่งเข้าส่วนกลางทั้งหมด และใช้ระบบ “Loan Factoring” หรือคอมพิวเตอร์คำนวณ หากรายได้ต่อเดือนขาดไปเพียงเล็กน้อย ก็จะกู้ไม่ผ่านทันที

ส่วนที่คุมเข้มการอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโดฯ ก่อนที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ เป็นเพราะมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่า ส่งผลกระทบผู้ซื้อคอนโดฯโดยตรง เพราะจะต้องมีเงินสำรองเตรียมไว้ผ่อนดาวน์เพิ่มขึ้น

บิ๊กแบรนด์พลิกแผนรับ

ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศปรับขึ้นเงินดาวน์โครงการคอนโดฯ อาทิ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ปรับเพิ่มเงินดาวน์จาก 5-12% เป็น 10-12% กรณีซื้อคอนโดฯ ราคา 1 ล้านบาท เท่ากับผู้ซื้อต้องมีเงินดาวน์เริ่มต้นเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท บมจ.แสนสิริ ปรับจาก 5% เป็น 12-30% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องดาวน์เริ่มต้นจาก 5 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 1.2 แสน-3 แสนบาท

บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ปรับจาก 8-15% เป็น 10-15% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องมีเงินดาวน์เริ่มต้นเพิ่มขึ้นจาก 8 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ปรับจาก 10% เป็น 15% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องดาวน์เพิ่มขึ้นจาก 1 แสนบาท เป็น 1.5 แสนบาท บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ “คิวเฮ้าส์” ปรับจาก 10% เป็น 15% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนเงินดาวน์จะเพิ่มขึ้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า บางบริษัทใช้กลยุทธ์เก็บดาวน์ “งวดบอลลูน” โดยให้ลูกค้าโปะเงินดาวน์เฉพาะงวด เช่น ให้โปะดาวน์ 3-5 งวด ขณะที่การผ่อนดาวน์งวดแรก ๆ ยังเรียกเก็บเท่าเดิม ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้มีภาระเพิ่มขึ้นมากนัก

คิวเฮ้าส์ สกรีนลูกค้าล่วงหน้า

นางสุวรรณา พุทธประสาท รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ปรับขึ้นเงินดาวน์คอนโดฯ ทุกโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ที่ผ่านมา โดยลูกค้าต้องจ่ายดาวน์เพิ่มจากเดิม 10% เป็น 15% เพื่อสกรีนว่าเป็นกลุ่มผู้ซื้อจริงที่มีเงินออมอยู่พอสมควร เพื่อลดความเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน

ขณะเดียวกัน ได้ปรับนโยบายการรับจองคอนโดฯ โดยประสานงานสถาบันการเงินทำพรีแอปพรูฟหรือตรวจสอบสถานะทางการเงินเพื่อคัดกรองลูกค้าก่อนรับจอง จากเดิมมีสัดส่วนลูกค้าคอนโดฯ กู้ไม่ผ่านประมาณ 10% ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้จะถูกสกรีนออกตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบสถานะทางการเงิน และเมื่อถึงขั้นตอนขอสินเชื่อส่วนใหญ่จะกู้ผ่านทั้งหมด ส่วนลูกค้าเก่าที่วางเงินดาวน์ 10% หากกู้ไม่ผ่าน บริษัทจะช่วยแก้ปัญหา ได้แก่ 1) แนะนำให้หาผู้กู้ร่วม 2) เปลี่ยนยูนิตที่มีราคาถูกลง

“ตอนนี้แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นมาก ยกตัวอย่างเกณฑ์การคำนวณความสามารถผ่อนเงินงวด เดิมผ่อนเงินงวดเดือนละ 7 พันบาท จะต้องมีรายได้ต่อเดือน 3 เท่า หรือ 2.1 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันบางธนาคารปรับเกณฑ์รายได้ต่อเดือนเป็น 4 เท่า หรือต้องมีรายได้ต่อเดือน 2.8 หมื่นบาท” นางสุวรรณากล่าว

หนี้ผ่อนรถ-บัตรเครดิตที่กู้ไม่ผ่าน

แหล่งข่าวจาก บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาพบว่าอัตราลูกค้าคอนโดฯ กู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้นจาก 5-6% เป็น 10% ปัจจุบันยังทรงตัว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯ ราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท เพราะมีภาระหนี้สินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ ฯลฯ

ตั้งแต่ต้นปี 2557 สำหรับลูกค้าใหม่ บริษัทได้เรียกเก็บเงินดาวน์คอนโดฯ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 15% น่าจะช่วยลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่านได้ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากลูกค้ามีหนี้อื่น ๆ ที่ต้องผ่อนชำระรายเดือน เมื่อนำไปหักลบกับรายได้ต่อเดือนจึงไม่สามารถกู้แบงก์ได้ถึง 90% ตามที่ต้องการ ส่วนบ้านจัดสรรยังคงเงินดาวน์ไว้ที่ 7-8% เพราะมีระยะเวลาผ่อนดาวน์สั้นกว่าคอนโดฯ

เช่นเดียวกับที่นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ ระบุว่า ในส่วนของแสนสิริได้เพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์คอนโดฯ จากเดิมหากเป็นคอนโดฯ ราคายูนิตละกว่า 1 ล้านบาท จะเก็บดาวน์เริ่มต้น 5% ก็ปรับเป็นเริ่มต้นที่ 12% ลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่าน เนื่องจากเห็นสัญญาณธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

กู้ซื้อบ้าน-ทาวน์เฮาส์เจอหางเลข

ด้านนายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาสิริ กรุ๊ป เปิดเผยว่า เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้ากู้ไม่ผ่านมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะลูกค้าโครงการบ้านจัดสรรในต่างจังหวัด อย่างจังหวัดสกลนคร ซึ่งบริษัทเข้าไปพัฒนาโครงการสิริวิลเลจ สกลนคร-แอร์พอร์ต เป็นบ้านเดี่ยว-บ้านแฝดชั้นเดียว จำนวน 34 ยูนิต ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.79 ล้านบาท สัดส่วนกู้ไม่ผ่านสูงถึง 40%

ส่วนในจังหวัดภูเก็ต มีโครงการอยู่ระหว่างเปิดขาย คือไพร์มเพลส เนรมิต-อนุสาวรีย์ 2 เป็นทาวน์โฮม 72 ยูนิต ราคาเฉลี่ยยูนิตละ 2.7 ล้านบาท และสิริวิลเลจ ภูเก็ต-อนุสาวรีย์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ 72 ยูนิต ราคายูนิตละ 2.79-5.65 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการมีสัดส่วนกู้ไม่ผ่านเฉลี่ย 30%

สำหรับลูกค้ากู้ไม่ผ่านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัวหรืออาชีพอิสระ ปัญหาเกิดจากไม่ได้ฝากเงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถแสดงที่มาของรายได้ บริษัทจึงแก้ปัญหาด้วยการประสานงานธนาคารส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูสถานที่ประกอบกิจการของลูกค้า เพื่อการันตีว่ามีแหล่งที่มาของรายได้จริง

ชี้กลุ่มดาวน์ต่ำไม่นิยมออมเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานคณะกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ชี้ถึงแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2557 โดยแนะนำให้

ผู้ประกอบการระมัดระวังเรื่องอัตราหนี้เสีย ซึ่งเกิดจากลูกค้ากู้ไม่ผ่านจะสูงขึ้น เพราะธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ที่น่าเป็นห่วงคือโครงการที่เก็บเงินดาวน์ต่ำ 5-10% ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง มีโอกาสสูงที่ธนาคารจะปฏิเสธไม่ปล่อยกู้โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ เพราะคนที่ซื้อโครงการที่ให้วางเงินดาวน์ต่ำ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีนิสัยไมเก็บออมเงิน และมีแนวโน้มสูงที่ปัญหาการเงินและสภาพคล่องจะเป็นเรื่องใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ยากขึ้น จากที่ธนาคารพิจารณาสินเชื่อเข้มงวด

คอนโดแข่งขันรุนแรงการเพิ่มดาวน์ ตลาดอาจชะลอตัว
เนื่องมาจากแบงก์เข้มงวดปล่อยกู้ เพื่อคุมไม่ให้เกิด NPL ประกอบกับลูกค้าบางรายมีหนี้เสียจากรถคันแรก ทำให้ Developer ต้องเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ เพราะลูกค้าที่กู้ไม่ผ่านมีมากขึ้นเรื่อย ๆInfographic : Prachachat Online (24-27 Apr 2014)

Loan-Factoring
I153 - 01 -
การอนุมัติสินเชื่อในปัจจุบัน ต้องส่งเข้าส่วนกลางทั้งหมด โดยใช้ระบบ ‘Loan Factoring’ หรือ คอมพิวเตอร์คำนวณ หากรายได้/เดือนขาดเพียงเล็กน้อย ก็จะกู้ไม่ผ่านทันที (เดิมผู้จัดการสาขาเป็นคนอนุมัติ)Image : Thaivisa
Info : Prachachat Online (24-27 Apr 2014)

หนี้ครัวเรือนเพื่มขึ้นใกล้ 80% ของ GDP
หนี้ครัวเรือนคืออะไรหนี้ครัวเรือนคือ ภาระทางการเงินของภาคครัวเรือนอันเกิดจากการก่อหนี้โดยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ1 โดยครัวเรือนจะทำการก่อหนี้เพื่อนำไปใช้ในการบริโภคสินค้าในช่วงที่รายได้มีน้อยกว่ารายจ่าย นอกจากนี้หากครัวเรือนเห็นว่าผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุนมากกว่าต้นทุนการกู้ยืมก็อาจทำการก่อหนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยส่วนใหญ่ปล่อยกู้โดยธนาคารพาณิชย์ประมาณ 32% สำหรับประเภทของการก่อหนี้นั้นส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มากที่สุดประมาณ 32%

ทำไมหนี้ครัวเรือนถึงสำคัญ

หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับดีมาโดยตลอด ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่เงินบาทอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วที่เติบโตได้ในระดับดี แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือ วิกฤติซับไพรม์ของสหรัฐฯ ในช่วงปี 2008 และวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยูโรโซนในปี 2011 วิกฤติเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้ความต้องการสินค้าของโลกลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไทย อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งด้วยปัจจัยในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการบริโภคของภาคครัวเรือน ซึ่งได้รับผลบวกมาจากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี ซึ่งหมายถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปนั้นน่าจะมาจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ดี หากหนี้ครัวเรือนมีระดับสูงมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคของครัวเรือนไทย ซึ่งอาจขยายวงกว้างไปสู่การชะลอตัวหรือความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวมได้

แล้วสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 16.7% ต่อปีในช่วง 2 ปีผ่านมา ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2011 ที่ร้อยละ 64 ต่อ GDP เป็นร้อยละ 78 ต่อ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2013 นอกจากระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงแล้ว ภาระในการชำระหนี้ยังสูงขึ้นอีกด้วย จากการคำนวณโดย EIC พบว่าอัตรารายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน (Debt Service Ratio: DSR) ของครัวเรือนที่เป็นหนี้เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 30% ในปี 2011 เป็น 33% ในปี 2012 แต่หากพิจารณาเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทจะพบว่า DSR จะสูงถึง 57% ในปี 2012 ซึ่งตามเกณฑ์มาตรฐานบ่งบอกว่าระดับ DSR ที่สูงกว่า 40% บ่งชี้ถึงโอกาสการผิดนัดชำระหนี้อย่างมีนัยสำคัญ

หนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงมาจากสาเหตุใด

EIC ประเมินว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากปัจจัยทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยด้านอุปสงค์ได้แก่
1. สภาพเศรษฐกิจที่เติบโตค่อนข้างดี ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ค่อนข้างดี อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ครัวเรือนโดยรวมมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อประกอบกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพื่อการบริโภคสินค้ามีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย เช่น ต้นทุนการกู้ยืมเงินที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน
2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของครัวเรือน เช่น มาตรการคืนภาษีสรรพสามิตจากการซื้อรถคันแรก และมาตรการลดภาษีเงินได้สำหรับการซื้อบ้านหลังแรก เป็นต้น นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้ครัวเรือนเร่งตัดสินใจซื้อรถรวมถึงบ้าน โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายสูงถึง 80% ในปี 2012 การซื้อรถและบ้านดังกล่าวเป็นผลให้สินเชื่อภาคครัวเรือนขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ยังมีส่วนทำให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหรือทดแทนเครื่องใช้ที่ชำรุดเสียหายอีกด้วย
ส่วนปัจจัยด้านอุปทานได้แก่ การที่สถาบันการเงินแข่งขันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการออกกลยุทธ์ส่งเสริมการขายรวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) รวมถึงสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อที่มากขึ้น ทำให้ภาคครัวเรือนที่ไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์มีช่องทางในการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนของไทยมีสาเหตุคล้ายกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เผชิญภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เช่น เกาหลีใต้ที่อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่ให้แก่ภาคครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 7% ในปี 2008 เหลือประมาณ 5% ในปี 2012 ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP พุ่งสูงขึ้นจาก 84% ในปี 2008 เป็น 91% ในปี 2012 หรือ มาเลเซียที่มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน เช่นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีและการสนับสนุนให้ครัวเรือนมีบ้านเป็นของตนเอง ส่งผลให้ครัวเรือนมีการก่อหนี้มากขึ้น เป็นต้น

หนี้ครัวเรือนที่สูงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร

การที่ครัวเรือนมีระดับหนี้ที่สูงขึ้นย่อมทำให้ความสามารถในการบริโภคสินค้าและบริการถูกลดทอนลงไป ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2013 ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดจากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปี 2013 หดตัว 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 โดยการบริโภคของเอกชนเติบโตได้เพียง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการหดตัวเหนือความคาดหมายของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน เช่น อาหารและพลังงาน ซึ่งข้อมูลอดีตบ่งชี้ว่าการหดตัวของการบริโภคสินค้าไม่คงทนมักเกิดในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในช่วงปี 2008 ที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ของสหรัฐฯ เป็นต้น นอกจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมที่หดตัวแล้ว ดัชนีชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนที่สำคัญอย่างดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index: PCI) มีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2013 เป็นต้นมา
การหดตัวของการบริโภคสินค้าไม่คงทนของไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาสอดคล้องกับลักษณะการเติบโตของการบริโภคในประเทศที่มีระดับหนี้ภาคเอกชนสูงอย่างเกาหลีใต้ ที่ครัวเรือนมีการลดการบริโภคสินค้าไม่คงทนลงจากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนเช่น อาหารหรือเชื้อเพลิงหดตัวเฉลี่ย 1.3% และ 2.3% ต่อปีตามลำดับในช่วงระหว่างปี 2008-2012 ในขณะที่หมวดสินค้าคงทนที่สำคัญ เช่น รถยนต์ ขยายตัวได้ดีที่ระดับ 6.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

มีวิธีแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงได้อย่างไรบ้าง

นโยบายที่หลายประเทศทำเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนคือ การกำหนดกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงมากขึ้นไปอีก อันจะทำให้ครัวเรือนมีความสามารถในการบริโภคในอนาคตลดน้อยลง เช่น มาเลเซียมีการกำหนดจำนวนบัตรเครดิตสำหรับบุคคลที่มีรายได้น้อยกว่า 36,000 ริงกิตให้ถือบัตรได้ไม่เกิน 2 ใบ หรือการกำหนดอัตราส่วนการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV) สำหรับผู้กู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 ให้น้อยลง เป็นต้น สำหรับในบริบทของประเทศไทยนั้น EIC มีความเห็นว่า มาตรการดูแลการเร่งตัวของสินเชื่อสามารถนำมาใช้บังคับได้ เพื่อให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี ในระยะยาวนั้น EIC ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวสูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อการบริโภคของภาคครัวเรือนไม่มากนัก โดยครัวเรือนไทยน่าจะยังมีศักยภาพในการบริโภคที่ค่อนข้างดีอยู่ จากอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างน้อย รายได้ที่ยังขยายตัวได้ในระดับค่อนข้างสูง รวมถึงโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่น่าจะช่วยให้รายได้ของครัวเรือนไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

Info : SCB EIC

อัตรารายจ่ายในการชำระหนี้
หนี้ครัวเรือน : GDP
I153 - 02 -All Images : SCB EIC
I153 - 03 -