140 wireless มาพร้อมกับ The Royal Orchestra Hall ใจกลางกรุงเทพ

        เมืองไทยกำลังจะมี Royal Orchestra Hall แห่งใหม่ใจกลางเมือง ณ ถนนวิทยุ โดย Hall นี้จะอยู่ชั้นที่ 16 ของตึก 140 Wireless คอนเซ็ปในการวาง Orchestra Hall ไว้ที่ชั้น 16 พร้อมกับล้อมรอบด้วยกระจกนั้น เกิดจากการหารือกันระหว่างเจ้าของโครงการกับสถาปนิกชื่อดัง Jack Herzog และ Pierre de Meuron (Herzog&de Meuron) ได้เสนอว่าหากวาง Hall ไว้ชั้นล่าง ก็จะมีแค่คนที่ผ่านถนนวิทยุเท่านั้นที่เห็นกิจกรรม และโชว์ภายใน Hall นั้น แต่ในทางกลับกัน หากอยู่ที่สูง วางไว้ชั้น 16 คนจะสามารถมองเห็นได้จากที่ไกลๆได้ และนี่ถือเป็นข้อสรุปของคอนเซ็ปหลักของโครงการ
        Hall นี้คาดว่าจะสร้างเสร็จในปลายปี 2020 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับรองรับ

กิจกรรม ด้านดนตรีและศิลปะ ที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีประมาณ 900 ที่นั่ง
ปัจจุบันได้มี Symphony Orchestra Hall อยู่แล้วอย่างที่มหิดล และศูนย์วัฒนธรรม แต่การเดินทางไปเพื่อฟังดนตรีในแต่ละครั้งนั้น ต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากรถค่อนข้างหนาแน่น เลยมีความคิดที่ว่าจะสร้างไว้กลางเมือง ให้ง่ายต่อการเข้าถึง

        ส่วนเรื่องระบบเสียง จะถือว่าดีที่สุดใน South East Asia โดยการออกแบบภายในและระบบเสียง ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นอย่าง มิสเตอร์ ยาสุ โตโยต้า (Yasuhisa Toyota of Nagata Acoustics) เป็นผู้มีผลงานรอบโลกกว่า 50 โปรเจค เช่น Walt Disney Concert Hall

คุณ นันทินี แทนเนอร์ เจ้าของโครงการคือใคร?

คุณนันทินี เป็นผู้ที่ชอบฟังดนตรีแนว Orchestra เป็นประจำ และต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานในการไปฟังดนตรีแต่ละครั้ง เมื่อมีที่ดินว่างใจกลางเมืองจึงไม่ลังเลเลยที่จะสร้าง ฟังก์ชั่น Orchestra Hall เข้าไปด้วย เพื่อเป็นการสนับสนุนสิ่งที่ตนชื่นชอบ ทั้งด้านดนตรี และศิลปะ อีกทั้งเป็นสาธรณะประโยชน์แก่สังคมไทย โดยจะมีห้องโดยเฉพาะสำหรับเก็บโน้ตที่ซื้อมาจากต่างประเทศ และด้วยความครบครันนี้  ก็จะสะดวกสำหรับนักดนตรีที่ต้องการฮอลเพื่อซ้อม

สามารถกล่าวได้ว่า Orchestra Hall นี้ ทำโดยผู้มีจิตใจรักดนตรีโดยแท้จริง อย่างคุณนันทินี ผู้ให้การสนับสนุนวงการดนตรีไทยมานานนับ 10 ปี จาก Motto ที่ว่า Give and take “เราต้องให้ก่อนที่เราจะเทค ไม่ใช่อยากจะเอาแต่กำไร” คุณนันทินีก็ยังคงเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนตลอดมา จากการที่มีแพลน Royal Orchestra Hall แล้วนั้น เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงเป็นผู้ให้ต่อไปโดยไม่สิ้นสุดจริงๆค่ะ

 

ทำไมถึงเลือก Herzog & de Meuron ?

เหตุผลที่เลือก Herzog & de Meuron นั้น มาจากการที่ได้เห็นผลงานการปรับ Bankside Power Station ให้กลายเป็น Tate Modern Museum ที่ลอนดอน เดิมที Bankside Power Station คือสถานีจ่ายไฟที่ปิดมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 1981 ถึง ปี 2000 การดีไซน์ของ Herzog & de Meuron นั้นจะมีการคงรูปทรงตึกภายนอกไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ภายนอกของตัวตึกมีรูปลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอยู่แล้ว จุดที่เห็นชัดเจนของ

ภายนอกตึก คงจะเป็นปล่องไฟที่โผล่มากลางตึก การออกแบบมีการเปลี่ยนภายในให้เป็นฟังก์ชั่นสำหรับ Contemporary Public Space โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักภายในมากจนเกินไปเช่นกัน ดังนั้นเรียกได้ว่า เมื่อเข้าไปในที่แห่งนี้จะคง Experience และ Visual ไว้เหมือนเดิมมากที่สุด จนปัจจุบันถือว่าเป็นหนึ่งใน Museum ศิลปะที่คนเข้าชมมากที่สุดในโลก

Turbine Hall เป็น Hall ที่น่าสนใจของตัว Museum ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะ Installation จะสามารถเปลี่ยนไปตลอดเวลา โดยโปรเจคที่ถือว่าดังมากๆ คงจะเป็น The Weather Project จัดขึ้นที่ในปี 2003  ที่จัดว่าฟังก์ชั่นให้เป็น Public 

Space ขนาดใหญ่ โดยมีการใช้ทั้งแสงเทียม และแสงจากธรรมชาติที่มาจากตัวโครงสร้างแต่แรก มีคานบนเพดานรองรับกระจกไว้ ทำให้แสงธรรมชาติสามารถส่องลงมาได้ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน 

โครงการอื่นๆของHerzog & de Meuron

Elbphilharmonie Hamburg 

เป็นโครงการเมื่อ 2016 จากเดิมทำเลที่ไม่มีคนสนใจ เปลี่ยนเป็นตึกหน้าตาแปลกใหม่ แถมยังเป็นฟังก์ชั่น Mixed-use ที่มีการรวมระหว่าง Orchestra hall, a chamber music hall, ร้านอาหาร, บาร์, จุดชมวิวที่ท่าเรือ, apartment, hotel จึงทำให้ทำเลนี้เป็น Public Attraction แห่งใหม่ของเมือง Hamburg

ทั้งในเริ่องของ ฟังก์ชั่น และหน้าตาตึก ที่ขาดไม่ได้คือ Orchestra Hall ที่มีความเหมือน Foot Ball Stadium ตรงที่จุดแสดงจะอยู่่ตรงกลาง และล้อมรอบไปด้วยที่นั่งถึง 2100 ที่ ระบบเสียงก็ดูแลโดย Yasuhisa Toyota เช่นกัน

Konzerthaus München ,2017

โปรเจคนี้เพื่อการแข่งขัน auditorium and concert hall competition, in Munich เท่านั้น ไม่ได้สร้างขึ้นจริง คอนเซ็ปถนนแห่งเสียงเพลง ซึ่งจุดสิ้นสุดของถนนก็จะมีคอนเสิร์ตฮอลตั้งอยู่กลางสวนเขียวขจี ซึ่งฮอลนี้จะเชื่อมต่อกับทั้งถนนและสวน ตัวตึกจะหันหน้าเข้าไปหาเมือง การที่ภายนอกใช้วัสดุใส ทำให้สามารถมอง

เห็นด้านในทั้ง Structure และ Circulation เหมือนการ x-ray เรื่องรูปร่างตัวตึกนั้น ถูกออกแบบมาให้ Classic เหมือนกับรูปทรงของ พิรามิด เมื่อมองเข้าไปในตึกตึกจะเห็นคอนเสิร์ตฮอล 2 จุด เล็กและใหญ่ ซึ่ง2ฮอลนี้มีแตกต่างกันทั้งขนาด ความจุ รูปร่าง อารมณ์ภายในห้อง

ทำเลบนถนนวิทยุ

ทำเลจะอยู่บนถนนวิทยุ ฝั่งเดียวกันกับ สวนลุมพินี ซึ่งถือว่าใจกลางเมืองจริงๆ และอยู่ในย่านธุรกิจอีกด้วย

ดังนั้นตัวตึกที่สูงถึง 22 ชั้น นอกจากจะเป็นศูนย์ศิลปะและดนตรีแล้วนั้น ยังมีฟังก์ชั่นอื่นซึ่งก็คือ ออฟฟิศ และ ร้านค้าเกี่ยวกับดนตรีและศิลปะ 

ทำเลนี้เป็นบริเวณที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย สามารถทะลุออกไปสารสิน ราชดำริ พระราม 4 หรือสาทร ได้อย่างรวดเร็ว รถก็จะหนาแน่นเป็นปกติ ตามช่วงเวลาใกล้กับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าชื่อดังมากมาย เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) เกษรพลาซ่า (Gaysorn Plaza) และเซ็นทรัลชิดลม (Central Chidlom) เป็นต้น

การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สถานี MRT ถือว่าใกล้กับสวนลุมพินีมาก ซึ่งสถานีนั้นก็คือ สถานีลุมพินี นั่งต่อมาจากจุด interchange ระหว่าง BTS สายสีลม และMRT ที่สถานี ศาลาแดง แค่เพียง 1 สถานีเท่านั้น

ตัวอย่าง The Royal Orchestra Hall

รูปถ่ายจาก Site ก่อสร้าง