Juzmatch

ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซา ผู้ขายอสังหาฯ ต้องการที่จะขายอสังหาฯ แต่หาผู้ซื้อได้ยากเหลือเกิน ในส่วนของผู้ซื้อที่มีทั้งคนที่มีอาชีพมั่นคงและอาชีพอิสระ ที่ต้องการบ้าน/ห้อง แต่กลับกู้ได้ยาก เนื่องจากธนาคารต้องอนุมัติอย่างระมัดระวัง ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มคนที่มีอาชีพอิสระหรือธุรกิจส่วนตัวประสบปัญหานี้อย่างแน่นอน  จึงเกิดการซื้อ-ขาย อสังหาฯ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่นต่อกลุ่มเหล่านี้ที่เรียกว่า การเช่าซื้อ (Rent to Buy)
ซึ่งแน่นอนว่ามี Platform ที่เรียกว่า Juzmatch เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ โดย Juzmatch เป็น Platform Rent to Buy เจ้าแรกในประเทศไทยที่ปลุกปั้นจาก Sansiri ที่เข้ามาช่วยผู้ต้องการซื้ออสังหาฯ แต่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคาร ได้เป็นเจ้าของบ้านได้มากขึ้น

ทำไมผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ ถึงซื้อได้ยาก ?

ต้องยอมรับเลยว่าการซื้อขายอสังหาฯ ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่อยากมีบ้านแต่ไม่พร้อมที่จะกู้ธนาคาร เนื่องจากสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ ทางธนาคารค่อนข้างที่จะอนุมัติอย่างระมัดระวัง ซึ่งปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ มีดังต่อไปนี้  
  1. – อาชีพอิสระ มีรายได้ที่สามารถผ่อนได้ แต่กู้ได้ยากเนื่องจากหลักประกันไม่เพียงพอ 
  2. – การผ่อนตรงนอกระบบธนาคาร หรือนายทุน มีดอกเบี้ยสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้บ้าน/ห้อง
  3. – กลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัว ต้องการที่จะเก็บเครดิตไว้สำหรับลงทุนหมุนเวียนต่อยอดในธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถใช้เงินเก็บในการซื้ออสังหาฯได้
  4. – กลุ่มที่ยังไม่มีเงินก้อน ทำให้ไม่สามารถซื้ออสังหาฯ ได้ทันที จึงต้องใช้เวลาในการเก็บเงินให้ครบตามจำนวน
  5. – กลุ่มระหว่างสร้างเครดิต เพื่อกู้ในอนาคต ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มที่ไม่เคยเดิน Statement, ไม่มีเครดิต และติดเครดิตบูโร

คนที่ต้องการบ้าน แต่ไม่มีเครดิต ต้องทำยังไง ?

สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการบ้าน แต่ยังไม่มีเครดิตที่เพียงพอ สามารถทำได้ 3 วิธีดังนี้ 
  1. 1. การเช่า 
  2. – การเช่ารายเดือน : ผู้เช่าสามารถเข้าอยู่ในอสังหาฯนั้นได้เลย แต่ไม่สามารถที่จะเป็นเจ้าของได้ เหมาะกับคนที่ไม่ได้ต้องการลงหลักปักฐานในพื้นที่นั้น 
  3. 2. การซื้อ
  4. – การซื้อด้วยเงินสด : เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีภาระหนี้สิน และมีเงินสดเพียงพอที่จะซื้ออสังหาฯนั้นๆ 
  5. – การกู้สถาบันการเงินนอกระบบ : การซื้อโดยการกู้เงินจากสถาบันการเงินนอกระบบมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติ 
  6. 3. การเช่าซื้อ
  7. – การผ่อนตรงกับโครงการ หรือเจ้าของ : การผ่อนกับเจ้าของบ้าน/โครงการโดยตรงสามารถทำได้ แต่มีความเสี่ยงที่เจ้าของบ้านจะไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ 
  8. – ผ่อนตรงกับนายทุน : การผ่อนประเภทนี้ ทางนายทุนจะเป็นคนที่ออกค่าบ้านให้ โดยที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าเช่าและค่าซื้อให้กับนายทุน แต่ก็มีความเสี่ยงที่นายทุนจะปรับเงินดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้

การเช่าซื้อคืออะไร ? ทำไมถึงไม่เป็นที่นิยม ?

หนึ่งในรูปแบบการซื้ออสังหาฯ ที่เปิดโอกาสให้คนที่กู้ไม่ผ่าน หรือมีเงินไม่เพียงพอ สามารถเป็นเจ้าของอสังหาฯได้ นั่นก็คือ การเช่าซื้อ (Rent to Buy) 
การเช่าซื้อ (Rent to Buy) คือ สัญญาในการซื้อทรัพย์สินด้วยการเช่าก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินในภายหลัง ซึ่งผู้เช่าซื้อได้เป็นเจ้าของทรัพย์แน่นอน (Ref : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) 
ขยายความคือ ทางนักลงทุน (Investor) จะเป็นเจ้าของทรัพย์ของผู้เช่าซื้อ (Buyer) ในกรณีที่ผู้ขาย (Seller) ต้องการขายขาดรับเงินก้อน Juzmatch จะหานักลงทุนมาซื้อ ในส่วนของกรณีที่ผู้ขายจะเป็นเจ้าของทรัพย์ ผู้ขายจะให้ผู้เช่าซื้อ ผ่อนเช่าซื้อกับตนเอง โดยมี Juzmatch เป็นตัวกลาง แต่ทั้ง ผู้ขายและ นักลงทุนจะไม่ได้ให้สิทธิ์กับผู้เช่าซื้อโดยตรง แต่จะผ่าน Juzmatch  
ทางนักลงทุน/ผู้ขาย จะให้สิทธิ์ในการบริหารกับ Juzmatch และ Juzmatch จะให้สิทธิ์ในการเช่า แก่ผู้เช่าซื้อและให้ผู้เช่าซื้อ ผ่อนเพื่อลดหนี้ค่าบ้านไปพร้อมๆกันระหว่างอายุสัญญา และ Juzmatch ในนามของผู้บริหารสินทรัพย์นั้น จะให้สิทธิ์ในการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ แก่ผู้เช่าซื้อ เมื่อสิ้นสุดสัญญา 3 ปี โดยมี Juzmatch เป็นตัวกลาง 
ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือแก่ Juzmatch ถึงจะโอนกรรมสิทธิ์อสังหานั้นได้ ( Juzmatch นำเงินที่ได้ไปเคลียหนี้ให้ นักลงทุน/ผู้ขายอีกที)

แต่การเช่าซื้อกลับไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย และเหตุผลที่ไม่เป็นที่นิยมมีดังนี้ 
  1. – เจ้าของนิยมขายขาดแล้วได้เงินก้อนมากกว่า แทนที่จะได้เป็นรายเดือน 
  2. – อสังหาฯ ที่สามารถผ่อนตรงกับเจ้าของมีน้อยมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้ค่าผ่อนและทำให้เสียเวลา 
  3. – เจ้าของไม่สามารถตรวจสอบเครดิตของผู้เช่าซื้อได้โดยตรง ทำให้มีความเสี่ยงในการโอนในอนาคต 
  1. – มีโอกาสโดนเอาเปรียบจากนายทุน หากผ่อนตรงผ่านนายทุน เช่น ทรัพย์ที่ผ่อนอยู่โดนขาย ดอกเบี้ยโดนปรับขึ้น ฯลฯ 
  2. – คนกลางที่ดูแลและจัดการเรื่องการเช่าซื้อมีน้อย เนื่องจากต้องเป็นหลักประกันความเสี่ยง 
  3. – ดอกเบี้ยแพงกว่าธนาคารมาก เนื่องจากผู้เช่าซื้อไม่มีเครดิต

JUZMATCH ตัวเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาคนที่อยากมีบ้าน

Juzmatch คือ Platform การเช่าซื้อ (Rent to Buy) ที่ต้องการช่วยเหลือให้คนที่มีกำลังจ่าย แต่ไม่มีเครดิต เป็นเจ้าของบ้านได้มากขึ้น โดยทาง Juzmatch เอง มีระบบป้องกันความเสี่ยงจากโครงสร้างของโมเดลธุรกิจ ที่รับประกันความเสี่ยงให้กับคุณ 
นอกจากนี้แล้ว Juzmatch ยังเป็นบริษัท Start Up ที่ปลุกปั้นจากพนักงานแสนสิริ ภายใต้การสนับสนุนของแสนสิริ และ ก่อตั้งภายใต้บริษัท Siriventure ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital ของแสนสิริ อีกทั้งยังได้รับการลงทุนจาก บริษัท ECG Research ในปี 2020 อีกด้วย
ปัจจุบันนี้ Juzmatch มีลูกค้ามาแล้วมากกว่า 100 เคส ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน มูลค่ารวมที่ขายให้กับผู้เช่าซื้อกว่า 400 ลบ.

บทบาทของ JUZMATCH คืออะไร ?

บทบาทของ Juzmatch คือ เป็นคนกลางระหว่าง ผู้ขาย (Seller), ผู้เช่าซื้อ (Buyer) และ นักลงทุน (Investor) ที่ Juzmatch เข้ามารับความเสี่ยง และช่วยเหลือให้การซื้อขายและลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น 
โดยทาง Juzmatch เป็นตัวแทนนักลงทุน (Investor) ในการซื้ออสังหาฯ นั้นๆ จากผู้ขาย (Seller) ที่ขายขาดให้กับนักลงทุน โดยมี Juzmatch เป็นผู้บริหารจัดการและรับความเสี่ยง แทนนักลงทุน ในขณะเดียวกันเองทาง Juzmatch ก็จะหาผู้เช่าซื้อให้มาเช่าและผ่อนตรงกับทาง Juzmatch โดยนักลงทุน (Investor) เองจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซื้ออสังหาฯ นั้นอีกที 
นอกจากนี้แล้วทาง Juzmatch ก็มีเงื่อนไขกับผู้เช่าซื้อคือให้ระยะเวลา 3 ปี จ่ายโปะปิดสัญญา ก่อน 3 ปีได้ ไม่มีค่าปรับ

เข้าร่วมกับ JUZMATCH แล้วดีต่อ BUYER อย่างไร?

ทาง Juzmatch ได้ช่วยผู้เช่าซื้อ (Buyer) ไว้ดังต่อไปนี้ 
  1. – ข้อจำกัดน้อยกว่าการซื้อด้วยการกู้ธนาคาร 
  2. – ทางเลือกในการเลือกโครงการที่หลากหลาย เข้าอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ ทั้งโครงการทั้งเก่าและใหม่ 
  3. – ช่วยปรับปรุงเครดิตให้ ในระยะเวลาที่มากขึ้น 
  4. – มีโอกาสได้กำไรจากการขายเก็งกำไรในอนาคต ในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการขาย
  5. – ไม่มีความเสี่ยง (ในกรณีที่ต้องการยกเลิกในระหว่างติดสัญญา สามารถยกเลิกได้โดยไม่เป็นภาระหนี้สิน) 
  6. – ดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงินนอกระบบ 
  7. – ได้บ้านแน่นอน หากมีวินัยทางการเงิน เพราะทาง Juzmatch จะช่วยจัดการให้
  8. – ถูกกว่าการเช่า และไปซื้อในอนาคต ในกรณีที่ต้องการซื้อในช่วงเวลาที่พร้อม แต่ราคาทรัพย์นั้นๆ อาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมมาก

เข้าร่วมกับ JUZMATCH แล้วดีต่อ SELLER อย่างไร?

สำหรับผู้ขายสามารถแยกผู้ขาย (Seller) ได้เป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
  1. 1. กรณีผู้ขายที่เป็นเจ้าของทรัพย์ ที่พร้อมให้ผู้เช่าซื้อผ่อนตรงกับตนเอง (Seller&Investor คนเดียวกัน) 
  2. – ได้ทั้งปล่อยเช่าและขายอสังหาฯไปพร้อมกัน 
  3. – ได้รับเงินต่อเดือนมากกว่าการปล่อยเช่า
  4. – ขายได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น (รวมคนที่ไม่มีเครดิต หรือไม่ต้องใช้เครดิตด้วย) 
  5. 2. กรณีผู้ขายที่เป็นนายหน้า เซลล์โครงการ หรือ เจ้าของโครงการ 
  6. – เพิ่มโอกาสในการขาย ให้ลูกค้ากลุ่มที่ไม่มีเครดิตซึ่งมีจำนวนมาก โดยขายผ่าน Juzmatch
  7. – ขายทรัพย์ได้เร็วขึ้น โดยเซลล์โครงการที่มีลูกค้า สามารถลงทะเบียนเป็นผู้หาทรัพย์พร้อมผู้เช่าซื้อกับ Juzmatch ได้

เข้าร่วมกับ JUZMATCH แล้วดีต่อ INVESTOR อย่างไร?

สำหรับนักลงทุน (Investor) สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
  1. 1. ในกรณีที่เป็นนักลงทุนทั่วไป รับผลตอบแทนสูงสุด 6% หากลงทุนด้วยเครดิต 
  2. – ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนทันทีหลังกู้ผ่าน 
  3. – รับประกันซื้อห้องคืน หากผู้เช่าซื้อไม่โอนกรรมสิทธิ์ 
  4. – หมดกังวลเรื่องการดูแลทรัพย์สิน เพราะ Juzmatch ดูแลให้ ตัวทรัพย์จะเป็นหลักประกันในเงินกู้ โดยนักลงทุนไม่ต้องบริหารจัดการเอง
  5. – ดอกเบี้ยจากการกู้ธนาคาร นำไปลดหย่อนภาษีได้
  6. – รับประกันค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าผ่อนและค่าโอน
  7. 2. ในกรณีที่เป็นนักลงทุนทั่วไป รับผลตอบแทนสูงสุด 6% ต่อปี หากลงทุนด้วยเงินสด  
  8. – ได้รับผลตอบแทนคงที่ตลอดอายุสัญญา 
  9. – รับประกันซื้อห้องคืน หากผู้เช่าซื้อไม่โอนกรรมสิทธิ์ 
  10. – หมดกังวลเรื่องการดูแลทรัพย์สิน เพราะ Juzmatch ดูแลให้ ตัวทรัพย์จะเป็นหลักประกันในเงินกู้ โดยนักลงทุนไม่ต้องบริหารจัดการเอง
  11. – รับประกันค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าผ่อนและค่าโอน 
  12. – มีหลักประกันเป็นชื่อหลังโฉนด ปลอดภาระจำนอง

อยากเข้าร่วมกับ JUZMATCH ต้องทำยังไง?


1. Process ผู้เช่าซื้อ (Buyer)

  1. ผู้เช่าซื้อ (Buyer) มี Process ดังนี้ 
  2. 1. คำนวณวงเงินสูงสุดที่สามารถซื้ออสังหาฯได้ 
  3. 2. เลือกประเภทโครงการที่อยู่ในวงเงินที่ผ่านการคำนวณจาก Juzmatch
  4. 3. วางเงินจอง 
  5. 4. ทำสัญญาวางมัดจำ 
  6. 5. รอ Juzmatch หานักลงทุนมาลงทุนอสังหาฯ นั้นๆ 
  7. 6. ทำสัญญาเช่าซื้อ
  8. 7. ย้ายเข้าอยู่ทันที 
  9. 8. จ่ายรายเดือน โดยแบ่งเป็นค่าเช่า, ค่าซื้อ และค่าส่วนกลาง
  10. 9. หลังจากจ่ายไปซักพัก ราคาซื้อจะลดลงไปทุกๆ เดือน โดยเงินดังกล่าวมาจากเงินดาวน์และค่าซื้อ
  11. 10. เมื่อพร้อมที่จะใช้สิทธิ์ในการซื้อ สามารถจ่ายยอดที่เหลือทั้งหมดและได้รับการโอนกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของ

2. Process ผู้ขาย (Seller)

  1. ผู้ขาย (Seller) มี Process ดังนี้ 
  2. 1. เจ้าของโครงการ เจ้าของทรัพย์ ตัวแทน หรือเซลล์โครงการ ต้องการขายทรัพย์
  3. 2. ติดต่อและส่งข้อมูลให้ Juzmatch เพื่อฝากทรัพย์
  4. 3. Juzmatch นำทรัพย์ไปหาผู้เช่าซื้อ
  5. 4. เมื่อหาผู้เช่าซื้อได้แล้ว ผู้เช่าซื้อจ่ายเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อเดือนแรก
  6. 5. หากเป็นทรัพยท์ต้องการขายขาด Juzmatch จะหานักลงทุนมาซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของทรัพยนั้น
  7. 6. ผู้เช่าซื้อจ่ายค่าเช่าซื้อผ่าน Juzmatch และ Juzmatch จะนำไปชำระค่างวดให้แก่นักลงทุน หรือ เจ้าของทรัพย์
  8. 7. ค่าเช่าซื้อจะแบ่งเป็นสองส่วน คือค่าซื้อและค่าเช่าตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
  9. 8. เจ้าของทรัพย์หรือนักลงทุนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้เช่าซื้อเมื่อครบอายุสัญญา ผู้เช่าซื้อกู้ธนาคารเป็นชื่อตนเองหรือจ่ายราคาทรัพย์ที่เหลือเพื่อปิดสัญญา

3. Process นักลงทุน (Investor)

  1. นักลงทุน (Investor) มี Process ดังนี้ 
  2. 1. ลงทะเบียนเป็นนักลงทุนกับทาง Juzmatch
  3. 2. ทาง Juzmatch จะคำนวณวงเงินในการลงทุนให้
  4. 3. เลือกอสังหาฯ ตามวงเงินที่ลงทุนได้
  5. 4. วางเงินจอง
  6. 5. ยื่นกู้ธนาคาร (กรณีนักลงทุนใช้เครดิต)
  7. 6. ทาง Juzmatch จะโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขาย พร้อมทำสัญญาเช่าซื้อและรับเงินจองคืน
  8. 7. รับผลตอบแทน 5-6% จาก Juzmatch โดย Juzmatch จะผ่อนให้กับธนาคารทุกเดือน
  9. 8. โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้เช่าซื้อในระยะเวลาสัญญาที่ตกลงกันไว้

ไม่มีเวลาในการไปเซ็นเอกสาร เซ็นได้ง่ายๆผ่าน Docusign

ทาง Juzmatch มีความเข้าใจถึงสภาวะสังคมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความไม่สะดวกในการเดินทาง หรือ ไม่มีเวลาในการไปเซ็นเอกสาร ทาง Juzmatch จึงได้เลือกใช้ Docusign  : Platform การเซ็นเอกสารอิเล็คทรอนิกส์ ด้วย E-Signature ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการอันดับต้นๆ ที่บริษัทชั้นนำเลือกใช้ และมีผลทางกฎหมายในประเทศไทยเรียบร้อยแล้วด้วย
Docusign ให้ความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา อีกทั้งยังมีความปลอดภัยที่สูงกว่าการเซ็นเอกสารแบบทั่วไป ซึ่งมีการเก็บข้อมูลอย่างดีไม่สูญหาย ไม่สามารถปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเอกสารได้ และมีการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน ทำให้การทำธุรกรรมกับ Juzmatch มีความปลอดภัย คล่องตัว โดยลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้จากทุกที่บนโลก 
หากมีข้อสงสัย หรือต้องการความช่วยเหลือในการใช้งาน ทีมงานของ Juzmatch ยินดีให้คำปรึกษา ผ่านทาง โทรศัพท์ หรือ VDO Call 
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Docusign : DocuSign | #1 in Electronic Signature and Agreement Cloud DocuSign – Wikipedia

Juzmatch : Platform ที่ทำให้ ซื้อ ลงทุน และขาย อสังหาฯ ง่ายขึ้น

สรุป Juzmatch คืออะไร และ ดียังไง ? 
  1. 1. Juzmatch คือ Platform ที่ ทำให้การซื้อ ลงทุน และขาย อสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ต้องการที่อยู่อาศัย ผู้ซื้อเพื่อลงทุน หรือผู้ขาย  
  2. 2. Juzmatch ช่วยเพิ่มโอกาสการขายให้โครงการและขายให้ลูกค้ากลุ่มที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารแต่มีกำลังจ่าย เป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น 
  3. 3. Juzmatch เปิดโอกาสให้คนทั่วไป ที่ไม่มีความรู้ด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มาก่อน สามารถลงทุนได้แบบไม่มีความเสี่ยง นำผลตอบแทนไปต่อยอดการลงทุนหรือปิดหนี้สินได้  
  4. 4. Juzmatch ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการอำนวยความสะดวก และบริหารความเสี่ยง ไม่สามารถนำทรัพย์ไปขายให้ผู้อื่นได้  
  5. 5. Juzmatch มีการดำเนินงานที่โปร่งใส สามารถรายงาน ขั้นตอนการทำงานให้ลูกค้าของเราได้ทุกขั้นตอน หากลูกค้าไม่ได้บ้าน หรือทรัพย์ที่ลงทุนติดปัญหาใดๆไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ทาง Juzmatch คืนเงินให้เต็มจำนวนทุกกรณี

ผู้ที่สนใจลงทุน  ผู้ต้องการเช่าซื้อ หรือ ผู้ขาย

สามารถศึกษา หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


WEBSITE


Facebook