Rhythm Ekkamai Estate

รู้สึกเหมือน “บ้าน” ในระดับที่สูงกว่า

หลังจากที่ทาง AP Thai ได้ประสบความสำเร็จจากโครงการ Rhythm Ekkamai ในเอกมัยนี้แล้ว ล่าสุด ทาง AP Thai ได้มีโครงการใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จในย่านเอกมัยเช่นเคย แบรนด์ที่จะมาต่อยอดนี้เป็น แบรนด์ Rhythm เฉกเช่นตัวเดิม เพิ่มเติมคือเติมคำว่า Estate เข้ามา
กลายเป็น Rythm Ekkamai Estate นั่นเอง โครงการจะตั้งอยู่ติด ถ.เอกมัย ตรงข้าม เอกมัย ซ.10 โดยโครงการชูจุดเด่นที่ว่า “Feel Like Home” หรือ “ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน” ซึ่งในรายละเอียดจะเป็นเช่นไร ไปอ่านต่อกันครับ

Fact Sheet

Project Name : RHYTHM Ekkamai Estate Location : Sukhumvit 63 (Ekkamai) Total Project Area : 2-0-84.1 Rais No. of Units : – 1-Bed 35 sq.m. – 1-Bed Plus 39.5 – 40 sq.m. – 2-Bed 74.5 – 86.5 sq.m. – 2-Bed Duplex 64 – 129.5 sq.m. – Sky Villa 109 – 121 sq.m. – Penthouse 100 – 177 sq.m. Maintenance Fee : 55 Baht / sq.m. / month Sinking Fund : 500 Baht / sq.m. Construction Period : Approx. 2019 – 2021 Price Starts : 6.50 Million Baht

FACILITIES

1st Floor Welcome Foyer, Feature Mail Room, Shop, Public Restroom, Juristic Person Office 2nd – 6th Floor Multi – Storey (Social Zone & Quiet Zone) 7th Floor Floating Lobby Area, Tea Pavilion, Feature Grand Lobby, Theater Pavilion, Garden, Sunken Seat 31st – 32nd Floor Swimming Pool, Honeymoon Sunken, Sky lounge, Sky Fitness, Sky Wellness Spa, Observation Deck Roof Garden
 

Location

Facilities – สิ่งอำนวยความสะดวก

เอกมัยจะได้รับอิทธิพลความเป็นย่านไลฟ์สไตล์จากทองหล่อมาพอสมควร แต่โดยรวมแล้วจะมีความเป็นย่านที่อยู่อาศัยมากกว่าทองหล่อ ไม่ได้ไลฟ์สไตล์จ๋าไปซะทีเดียว
ย่านเอกมัย เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เป็นที่นิยมใน ช่วงสุขุมวิท ตอนกลาง ด้วยองค์ประกอบในด้านไลฟ์สไตล์ที่มีกันอย่างหลากหลาย ตอบสนองกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ ได้ทั้งด้านการหาอะไรอร่อยๆ ทาน, เพลิดเพลินกับแสงสียามค่ำคืน หรือนั่งชิวจิบกาแฟในคาเฟ่สุดชิคก็มีร้านให้เลือกกันอย่างหนาตา

Transportation – การเดินทาง

ปากซอยเอกมัยนั้น จะมีสถานี BTS เอกมัย เป็นรถไฟฟ้าสายหลักในการเดินทางในกรุงเทพฯ ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์นั้น “เอกมัย” หรือ “ซ.สุขุมวิท 63” เป็นถนนที่สามารถขับทะลุระหว่าง ถ.สุขุมวิท และ ถ.เพชรบุรี ได้ อีกทั้งระหว่างซอย ก็มีซอยย่อยที่สามารถทะลุไป ซ.ทองหล่อ หรือ ซ.ปรีดี พนมยงค์ ได้
ดังนั้นด้านการเดินทางในเอกมัย ก็ถือว่าค่อนข้างสะดวก จุดด้อยก็จะเป็นการจราจรที่ติดขัดเนื่องในช่วงเย็น – หัวค่ำ เนื่องจากมีผู้คนที่เดินทางมาเที่ยวแบบ Night Life ในย่านนี้พอสมควร

“ความเป็นบ้าน” ใน RHYTHM Ekkamai Estate

โครงการ RHYTHM Ekkamai Estate เป็นโครงการที่พัฒนามาจากแนวคิด “Feel Like Home” ผ่านองค์ประกอบต่างๆ ของโครงการ ดังนี้ 1. Exterior ถอดลักษณะของเส้นเฉียง และเส้นตั้งมาจากบ้านเอกมัย ซึ่งเป็นบ้านดั้งเดิมในย่านนั้น 2. Space มีการเล่นระดับของ Facilities ที่อยู่ด้านหน้าของอาคาร ทำให้เกิดพื้นที่อาคารที่ยื่น ยุบสลับกันไป และเชื่อมแต่ละส่วนด้วยบันได ทำให้พื้นที่ดู Relax ขึ้น 3. Floating Lobby เป็นการนำพื้นที่ Lobby จากปกติที่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 แต่ทางโครงการยกขึ้นมาที่ชั้น 7 ช่วยลดความวุ่นวายจากถนนเอกมัย และเปิดมุมมองให้เปิดโล่งยิ่งขึ้น
  4. Green Area & Water Feature กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโครงการ และมีการออกแบบให้พื้นที่ส่วนกลางสามารถมองเห็นต้นจามจุรีขนาดใหญ่ด้านหน้าโครงการ ช่วยทำให้โครงการมีความร่มรื่น อยู่สบายมากขึ้น  5. Seamless Connectivity ส่วนของ Facilities มีการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างภายนอก และภายในอย่างแนบเนียน

Design Concept

Exterior Design – การออกแบบภายนอก

การออกแบบสถาปัตยกรรมของโครงการ ได้แรงบันดาลใจมาจาก “บ้านเอกมัย” ที่จะมีเอกลักษณ์ของเส้นเฉียงและเส้นตั้งเรียงกันอย่างเป็นจังหวะและเป็น Module เส้นและ Module เหล่านี้ได้ถูกนำมาจัดเรียงใหม่จากรูปแบบบ้าน ให้เข้ากับรูปแบบของคอนโดฯ ตึกสูง
ถึงแม้ว่าจะเป็นคอนโดฯ High Rise แต่การที่โครงการมีการจัดเรียง Module ของพื้นที่ต่างๆ ออกมาในรูปแบบที่เป็นขั้นๆ หรือ Step ส่งผลให้ตัวอาคารมีความเป็นมิตรต่อผู้มาเยือนมากขึ้น ไม่ดูแข็งกระด้างเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเรียบๆ แบบตึกสูงทั่วไป

Step, Transition & Hospitality  หัวใจของความเป็นบ้าน

“Feel Like Home” หรือ “ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน” นั้นเป็นคอนเซ็ปต์หลักของโครงการนี้ แล้วองค์ประกอบอะไรล่ะ ที่จะทำให้เราสามารถรู้สึกเช่นนั้นได้ ? ทางโครงการได้ตีความ “Feel Like Home” ออกมาในรูปแบบของพื้นที่ที่มีการลดหลั่นเป็นขั้นๆ ที่ค่อยๆ พาผู้ที่มาเยือนเข้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ของตัวสถาปัตยกรรม เป็นลำดับขั้นตอน โดยไม่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเคอะเขินหรืออึดอัด จาก Space ที่ใหญ่จนเกินไป รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางโซนด้านหน้าโครงการบริเวณชั้น 1 – 7 ยังออกแบบให้สามารถมองเห็นต้นจามจุรีขนาดใหญ่ที่ทางโครงการได้อนุรักษ์ไว้ ทำให้บรรยากาศในโครงการมีความผ่อนคลาย รู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่ได้รับร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่
บนชั้น 7 ของโครงการจะเป็นชั้นที่เรียกว่า Floating Lobby ที่จะเป็นชั้น Facilities หลักของโครงการ โดยในชั้นนี้จะมีจุดเด่นที่การผสานพื้นที่ที่เป็น Indoor, Semi และ Outdoor เข้าด้วยกัน ให้ทุกส่วนมีความ Flow ถึงกัน ถือเป็นการค่อยๆ เปลี่ยนอารมณ์ของผู้ที่มาใช้งาน ทำให้ความรู้สึกไม่สะดุดจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นั่นเอง
Facilities ของชั้นนี้ จะประกอบไปด้วย โซน indoor ที่มี Theater Pavillion และ Living Room ที่สามารถมองเห็นสวนด้านนอกได้ และ Grand Lobby ที่เป็น Lobby ขนาดใหญ่สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ต่อมา โซน Semi-Outdoor และ Outdoor จะเป็น Landscape สำหรับนั่งพักผ่อน
ในพื้นที่ส่วน Outdoor จะเป็นพื้นสวนและสระน้ำ ที่ยังนำเรื่อง Step เข้ามาใช้ โดยลักษณะจะเป็นสวนและ Water Feature ที่มีการเล่นระดับทำให้สวนดูไม่แข็งทื่อและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เสมือนพื้นที่ในธรรมชาติจริงๆ
พื้นที่ในชั้นนี้ จะถูกแบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ Indoor, Semi Outdoor และ Outdoor ซึ่งโซน Semi Outdoor ทำหน้าที่เหมือน “ชานบ้าน” ที่เป็น Transition Space เชื่อมระหว่างอีก 2 โซนและทำหน้าที่ Blend อีกสองโซนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
 

FACILITIES

Water Feature, Green Area องค์ประกอบที่ทำให้บ้านน่าอยู่

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ มีการจัดกลุ่ม Facilities หลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกันเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ในชั้นที่ 1 – 7 และ ชั้น 31 ถึง ดาดฟ้า มีข้อดี คือ ทำให้ผู้ที่ใช้ส่วนกลางสามารถเดินเข้าถึงได้ง่าย มีการเชื่อมต่อพื้นที่ ได้ส่วนกลางที่มีขนาดใหญ่
นอกจากนี้ พื้นที่สีเขียวยังถูกออกแบบให้มี Water Feature กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งส่วนของ Facilities และ พื้นที่อยู่อาศัยในแต่ละชั้น รวมถึงมีการอนุรักษ์ต้นไม้เดิมของที่ดิน เป็นต้นจามจุรีย์ขนาดใหญ่โดยย้ายมาอยู่ด้านหน้าของโครงการ ทำให้ตัวโครงการยิ่งมีบรรยากาศร่มรื่น น่าอยู่
WATER FEATURE
มุม Outdoor ของชั้น 7 ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมือนพื้นที่ชานบ้าน ตัว Landscape มีการเล่นระดับของสวน และ ผืนน้ำ ทำให้ได้บรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อน ไม่ร้อนเกินไปนัก ส่วนภายในตัวอาคาร แบ่งพื้นที่ได้เป็น 2 ส่วน คือ Indoor และ Semi Outdoor โดยพื้นที่ Semi Outdoor จะเป็นพื้นที่ใต้อาคารอยู่ติดกับสวน และด้วยระยะจากพื้นถึงเพดานของชั้น 7 ที่เป็นแบบ Double Volume ทำให้ได้พื้นที่โปร่งโล่ง สามารถจัดกิจกรรม หรือเปลี่ยนพื้นที่ไว้ปาร์ตี้กับเพื่อนริมสวนได้เช่นกัน พื้นที่ Indoor เป็นส่วนที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องการความเงียบ  หรือไม่วุ่นวายมากนัก เช่น Lobby หรือ Theater
CROWN GARDEN
เหมาะสำหรับใช้งานช่วงเวลาเย็นๆ ใกล้พระอาทิตย์ตก ไปจนถึงตอนกลางคืน ด้วยเป็นพื้นที่ Outdoor ตั้งอยู่ชั้นดาดฟ้าของอาคาร และอยู่ทางทิศตะวันตก ทำให้พื้นที่ส่วนนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าท่ามกลางบรรยากาศในเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างสวยงาม หรือจะมานั่งดูแสงสีของเมืองในตอนกลางคืน ก็น่าจะสวยงามไม่แพ้กัน

บรรยากาศพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มเติม

Outdoor Terrace

Social Zone

Quiet Zone

Lobby

ชานบ้าน

Tea Pavilion

Swimming Pool

Wellness Spa at Home

Fitness

Honeymoon Sunken

Observation Deck

 

Unit Plan

Sky Villa

หนึ่งในไฮไลท์ของโครงการที่แปลกใหม่กว่าโครงการอื่นๆ ในย่าน คงหนีไม่พ้นห้องพักแบบ Sky Villa ที่ทางโครงการมีเพียง 4 ยูนิตเท่านั้น ความพิเศษของห้องพักแบบนี้ คือ มีพื้นที่สวนส่วนตัวภายในยูนิต โดยผู้พักอาศัยจะสามารถเข้าถึงพื้นที่ภายในห้องได้จากทางเข้าบริเวณสวน ทำให้ได้ความรู้สึกที่แตกต่างจากห้องคอนโดมิเนียมทั่วไป ให้อารมณ์เหมือนกำลังเดินเข้าไปในบ้าน ซึ่งตัวสวนให้พื้นที่มาค่อนข้างเยอะ สามารถเข้าไปพักผ่อนในบริเวณนั้นได้ ไม่ใช่แค่ให้ความร่มรื่นอย่างเดียว

Duplex Two Bedrooms

รูปแบบห้อง Duplex 2 ชั้น ทำให้ได้พื้นที่แบบ Double Space เปิดโล่ง มีระยะจากพื้นสูงถึงเพดาน 5.5 ม. ถึง 2 จุดด้วยกัน คือ บริเวณพื้นที่ห้องนั่งเล่น และพื้นที่ห้องครัว นอกจากนี้ Master Bedroom ยังได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะยกขึ้นมาอยู่พื้นที่ชั้นบน แต่ยังสามารถมองเห็นพื้นที่ด้านล่าง อย่างห้องนั่งเล่นได้ทางหน้าต่าง

ภาพบรรยากาศห้องเพิ่มเติม

Living Area, Dining Area

Living Area, Dining Area

Master Bedroom

Bedroom

 

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม และสิทธิพิเศษสูงสุด 300,000 บาท คลิก