ย้อนรอย “ สุขุมวิท ” จากเส้นเศรษฐกิจ สู่ย่านไลฟ์สไตล์

เสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา… แสงสีของช้อปปิ้งมอลล์… ชาวต่างชาติเดินกันขวักไขว่… ผู้คนต่อแถวรอขึ้นรถไฟฟ้า BTS…   หากใครได้เดินทางผ่านไปผ่านมา ด้วยถนนพระรามที่ 1 ยาวไปถึงเส้นสุขุมวิท หรือเดินทางด้วย BTS สายสีเขียว คงจะพบเจอภาพเหล่านี้จนชินตา ในทุกๆ เช้าที่เราออกไปทำงาน หรือในวันหยุดที่เรามาเดินจับจ่ายซื้อของกับครอบครัว เชื่อว่าหลายๆ คน น่าจะรู้จักถนนเส้นนี้และซอย 2 ฝากฝั่งกันในฐานะ ถนนเส้นหลักของกรุงเทพฯชั้นใน ที่มีรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว และแหล่งรวมห้างและแหล่งท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ แต่เราเชื่อว่ายังมีน้อยคนที่ยังไม่ทราบความเป็นมาของถนนเส้นนี้ ว่าแรกเริ่มเดิมที ก่อนที่จะมาเป็น ถ.สุขุมวิท ที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้น ที่แห่งนี้เคยเป็นอะไรมาก่อน ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสอันดี ที่ เราจะพาทุกท่านร่วมย้อนอดีตกัน ไปเริ่มดูตั้งแต่จุดกำเนิดและสิ่งที่ที่ผลักดันถนนเส้นนี้ให้เป็นอย่างทุกวันนี้
 

การค้ากับภูมิภาคตะวันออกในอดีต

เมื่อครั้งอดีตนั้น ในช่วงต้นของยุครัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2394) การเดินทางค้าขายกับภูมิภาคตะวันออกของไทย อย่าง ชลบุรี, จันทบุรี เป็นต้น ค่อนข้างเป็นไปแบบตามมีตามเกิด ตามสภาพของภูมิประเทศ ซึ่งไม่เอื้ออำนวยมากนัก การเดินทางจึงนิยมใช้การเดินทางทางน้ำ โดยเส้นทางน้ำหลักจากภูมิภาคตะวันออกก็คือ “แม่น้ำบางปะกง” 
โดยหากจะเดินทางมายังพระนคร ก็จำเป็นต้องล่องเรือในแม่น้ำบางปะกง ออกสู่อ่าวไทย จากนั้นแล่นเรือเลียบชายฝั่งอ่าวไทย จนมาเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเข้ากรุงเทพฯ ต่อไป เนื่องจากการเดินทางแบบที่กล่าวมานั้น ทำให้เริ่มมีการขุดคลองเพื่อเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง เพื่อใช้ในการเกษตรและคมนาคม อาทิ คลองแสนแสบ (พ.ศ.2380) เป็นต้น ซึ่งในอนาคตต่อมา ถนนเส้นนี้จะกลายเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและขนส่งแทนที่การสัญจรทางน้ำ
 

ต้นกำเนิดของ ถ.สุขุมวิท

ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2479 พระพิศาลสุขุมวิทดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางคนที่ 5  ได้มีการอนุมัติ ”แผนการทางหลวงแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2479” หรือ “โครงการ 18 ปี” เพื่อดำเนินการสร้างทางหลวงทั่วประเทศ โดยไทยได้รับการช่วยเหลือจากอเมริกา ในด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการก่อสร้าง ถนนสุขุมวิทจะอยู่ใน “โครงการตัดถนนเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออก” ใน “โครงการ 18 ปี” มี 2 สายทาง คือ สาย กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-แปดริ้ว-สัตหีบ-ระยอง และสายทางจันทบุรี-ท่าแฉลบ
แรกเริ่มเดิมที ถนนเส้นนี้มีชื่อว่า “ถ.กรุงเทพฯ-ตราด” ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ถ.สุขุมวิท” ในยุครัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อเป็นเกียรติแก่พระพิศาลสุขุมวิท เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ต่อมาในทศวรรษที่ 2510 ถ.สุขมวิท ได้ถูกกำหนดให้เป็นเส้นสายประธานของภูมิภาคและเส้นทางหลักในการเชื่อมกรุงเทพฯ ทำให้เป็นปัจจัยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจการส่งออก-นำเข้า, การท่องเที่ยวและการคมนาคมมากขึ้น
 

ขยายตัวของการท่องเที่ยว

เมื่อมีถนนเส้นนี้ เกิดขึ้นทำให้ผู้คนจากพระนคร เริ่มไปท่องเที่ยวหรือพักผ่อนตากอากาศตามย่านริมทะเล มากขึ้น อาทิ บางปู, บางแสน เป็นต้น ถึงแม้ช่วงแรกจะเดินทางได้ไม่ค่อยสะดวกนัก เนื่องด้วยสภาพถนนและเส้นทางยังไม่ดีนัก แต่ก็สามารถเดินทางไปกลับ ได้ภายในวันเดียว
ซึ่งต่อมาได้มีปรับปรุงถนน และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ได้ชื่อว่า “สะพานหัสดิน” ช่วยให้การเดินทางจาก พระนคร-ชลบุรี สะดวกขึ้นอย่างมาก กล่าวได้ว่า การเดินทางไปท่องเที่ยวโดยใช้ ถ.สุขุมวิท เป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้ 2 ฝากฝั่งถนนเส้นนี้มีการเจริญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

การเกิดขึ้นของชุมชน

จากบันทึก ในปี พ.ศ.2482-2483 บริเวณสองฝั่งของถนนเส้นนี้ มีแต่ทุ่งนาโล่ง มองเห็นไปถึงภูเขาบางปลาสร้อยที่ชลบุรี ทำให้มีนักลงทุนมากมายต่างไปกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ๆ เนื่องจากราคายังไม่สูงมากนัก จากนั้นจึงแบ่งขายเป็นแปลงๆ จากตัวเมืองเขตพระนคร มา ถ.พระรามที่ 1 ต่อมาถึง ถ.สุขุมวิท (ไปถึงอโศก เนื่องจากสุดเขตเทศบาลในขณะนั้น) และต่อขยายจนไปถึงสมุทรปราการในปี พ.ศ.2480
เดิมทีสองข้างทางนั้นยังเป็น ทุ่งโล่งกว้าง ทำให้เป็นที่สนใจและเข้ามาจับจองจากเชื้อพระวงศ์, ขุนนาง รวมไปถึงคนมีฐานะในยุคนั้น อาทิ นายห้าง เอ.อี.นานา ที่ภายหลังกลายเป็นชื่อซอยนานาในปัจจุบัน สังเกตุได้ว่า ถนนเส้นนี้ นั้นมีการซื้อที่เพื่อเก็งกำไรกันตั้งแต่เริ่มสร้างใหม่ๆ กันเลยทีเดียว
 

เมื่อรถไฟฟ้ามาถึง

ปี พ.ศ.2537 ในสมัย ผู้ว่าฯ กทม. พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้มีการอนุมัติ แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร และกำหนดให้มีการพัฒนาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 – 2554 โดยมีแผนสร้างรถไฟฟ้าทั้งหมด 3 สาย ได้แก่ 1. BTS สายสีเขียวสุขุมวิทและสายสีลม 2. MRT สายสีน้ำเงิน และ 3. โครงการโฮปเวลล์ มาจนถึง พ.ศ.2542  BTS สายสีเขียวทั้ง 2 สายก็ได้ทำการเปิดให้บริการ
การมาถึงของรถไฟฟ้านั้น ในช่วงแรกได้มีกระแสต่อต้านอยู่พอสมควร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถไฟฟ้า BTS ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของคนกรุงเทพฯไปแล้ว อีกทั้งการมาถึงของรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ยังทำให้แหล่งท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ค่อยๆ กระจายตัวจาก ถ.พระราม 1 ไปตามเส้นสุขุมวิท  สังเกตุได้จาก Landmark ต่างๆ ที่ทยอยตบเท้ากันมาเรื่อยๆ จากสยาม ไปถึงเพลินจิต พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย
 

ก้าวเข้าสู่ย่านไลฟ์สไตล์คนกรุงฯ

ถ.สุขุมวิท นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นถนนเส้นหลักและสำคัญอันดับต้นๆ ของพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน อีกทั้งยังเป็นถนนเส้นที่มีระบบขนส่งสาธารณะอย่าง BTS วิ่งตลอดสาย และมีจุดตัดกับ MRT ที่สถานีอโศก ด้วยสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นที่มีศักยภาพสูงตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน
ความเป็น Main Road และการเข้าถึงของ Mass Transit ผลักดันธุรกิจและบริการต่างๆ อย่างมากในพื้นที่ริม 2 ฝั่งถนนเส้นนี้ สังเกตุได้จากห้างสรรพสินค้า, อาคารสำนักงาน, โรงแรม, อพาร์ทเม้นท์ และคอนโดฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
 

ศักยภาพ ถ. สุขุมวิทในปัจจบัน

ถ.สุขุมวิท ในปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นถนนเส้นไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งเรื่องการอุปโภค บริโภค, การเดินทาง, ความบันเทิง และการทำงาน โดยปัจจัยที่ทำให้ ถนนเส้นนี้เป็นเช่นในปัจจุบันนี้ สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้ 5 ข้อดังนี้ 1. เป็นถนนหลักของกรุงเทพฯ ชั้นใน – ถนนเส้นนี้เป็นเส้นที่วิ่งตัดผ่านย่านสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ หลายย่าน และยังวิ่งคู่ไปกับ ถนนหลักเส้นอื่นๆ อย่าง ถ.เพชรบุรี และ ถ.พระราม 4 อีกด้วย 2. แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ – หากไล่มาตั้งแต่ ถ.พระรามที่ 1 มาจน ถ.สุขุมวิท ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ มีห้างสรรพสินค้าและช้อปปิ้งมอลล์เยอะที่สุดในกรุงเทพฯ และมีกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีสินค้ามากมายหลากหลายประเภท ทั้งแบรนด์เนม และไม่แบรนด์เนมให้เลือกช้อปปิ้ง
3. Premium Lifestyle – ไม่ใช่ทุกย่านที่จะสามารถเป็นย่านที่มี Premium Lifestyle ได้ ด้วยองค์ประกอบของความ Premium ต่างๆ ทั้งร้านค้า, ร้านอาหารและบริการ ต่างๆ ส่งผลให้ถนนเส้นนี้ ถือเป็นเส้นที่มีความ Premium Lifestyle ระดับโลกเลยทีเดียว 4. มีรถไฟฟ้าให้บริการ – ถนนเส้นนี้เป็นถนนไม่กี่เส้นที่มีรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว ฉะนั้นด้านการเดินทางจึงมีความสะดวกและคล่องตัว ผู้คนสามารถเลือกใช้รถไฟฟ้าในเดินทาง เพื่อไม่ต้องทนรถติดบนถนนสุขุมวิท 5. แหล่งรวม Facilities – เมื่อรถไฟฟ้าเข้าถึง Facilities ต่างๆ ก็ทยอยเพิ่มตามเข้ามา (ที่เดิมก็มีเยอะอยู่แล้ว) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่เข้ามาในย่านที่มากขึ้น ยิ่งส่งผลให้ ถนนเส้นนี้มีสะดวกและความครบวงจรมากขึ้นนั่นเอง
 

ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น

จากกราฟ สังเกตุได้ว่า ถ.สุขุมวิท และ ซอยที่แยกออกจากสุขุมวิทนั้น ค่อนข้างมีการเติบโตของราคาประเมินที่ดิน จากกรมธนารักษ์ ค่อนข้างสูงในช่วง ปี 51-54 มาถึงปี 55-58
ส่วนจากปี 55-58 มาถึงปี 59-62 นั้น มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้อยลงจากช่วงที่แล้ว แต่ก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ หากมองนอกเหนือจากในแง่ราคาที่ดิน ทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พื้นที่นี้ก็ยังมีความน่าสนใจและเป็นที่ต้องการอยู่ไม่น้อย
 

Landmark ใหม่ๆ บนเส้นสุขุมวิท ตอนต้นถึงกลาง

ในวันนี้ทาง Realist จะขอพาท่านผู้อ่านทุกท่าน ไปรู้จักกับโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 62 นี้ครับ

ห้างสรรพสินค้าและช้อปปิ้งมอลล์

ห้างสรรพสินค้าและช้อปปิ้งมอลล์ของย่านนี้ เริ่มตั้งแต่ สุขุมวิท ตอนต้น ห้างใหญ่ห้างแรกจะเป็น Terminal 21 Asoke จาก Land & House ที่ตั้งอยู่บริเวณแยกอโศกมนตรี และเป็นสถานีจุดตัดระหว่างรถไฟฟ้าสายหลักในปัจจุบันอย่าง BTS และ MRT อีกด้วย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมายังสถานี BTS อโศกนี้เพื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้านั่นเอง ในลำดับถัดมาที่สถานี BTS พร้อมพงษ์ ก็จะมี The Emquartier และ The Emporium ห้างสรรพสินค้าระดับ Hi-End ในเครือ The Mall Group ที่อยู่ขนาบข้างสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ จนย่านนั้นได้ชื่อว่าเป็นย่าน The Em District และเชื่อว่าหลายคน คงจะได้ยินข่าวของห้างสรรพสินค้าใหม่ของ The Mall Group มาแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ Emsphere โดยจะอยู่บริเวณด้านข้างของสวนเบญจสิริ แทนที่ตำแหน่งเดิมของ Dinosaur Planet
โดยทาง The Mall Group ได้ทุ่มทุนสร้างถึง 20,000 ลบ. เพื่อสร้างให้เป็นแหล่งการค้า, แหล่งรวมธุรกิจ และศูนย์รวมความบันเทิง ทั้งนี้ Emphere นั้นมีกำหนดการเปิดให้บริการในปี 63 ที่จะถึงนี้ ถัดมาอีกจะมีห้างสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง Gateway เอกมัย จาก TCC Group ตั้งอยู่บริเวณ BTS เอกมัย นอกจากนี้ ตอนต้น-กลาง ของถนนเส้นนี้ ยังมี Community Mall อยู่อย่างมากหน้าหลายตา อาทิ Rain Hill (ฺ700 ม. จาก BTS พร้อมพงษ์), W District และ Summer Hill (บริเวณสถานี และ 200 ม. จาก BTS พระโขนง) ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงโครงการใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นบนบริเวณ ถ.สุขุมวิท แห่งนี้ ยังไม่รวมร้านหรือร้านอาหารรายย่อยอีกมากมายที่กระจายตัวกันอยู่ตามสองฝากฝั่งถนนเส้นนี้

อาคารสำนักงาน

ด้านอาคารสำนักงาน นั้นจากอิทธิพลของการขนส่งระบบรางอย่าง BTS และ MRT เป็นอีกปัจจัยในการส่งเสริมให้ บริเวณแยก อโศก-พระราม 9 นั้น กลายเป็น New CBD ของกรุงเทพฯ ซึ่งเหล่าอาคารสำนักงานจาก New CBD ก็เริ่มกระจายตัวเข้ามาในย่านไลฟ์สไตล์และอยู่อาศัยของสุขุมวิทมากขึ้น ซึ่งคล้ายกับวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน ที่การทำงาน, ไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัย ถูกหลอมรวมเข้าหากัน โดยไม่ได้แบ่งชัดเจนเหมือนแต่ก่อน คราวนี้เรามาดู อาคารสำนักงานใหม่ๆ ที่จะมาในปี 62 นี้บ้าง เริ่มจาก UOB Headquater อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคาร UOB ที่ได้ทำการรื้ออาคารเก่าของตนและสร้างขึ้นมาใหม่ ที่ตั้งอยู่บริเวณระหว่าง ซ.สุขุมวิท 24 – 26 (ฺ300 ม. จาก BTS พร้อมพงษ์) คาดว่าจะเปิดใช้งานในปี 63
ถัดมาจนเลยสถานี BTS ทองหล่อ ตรงบริเวณปากซอยสุขุวิท 40 จะเป็นอาคาร T-One จากคุณตัน ภาสกรนที ด้วยงบลงทุนกว่า 3,000 ลบ. สร้างอาคารสำนักงาน และ Co-Working Space เกรด A ด้วยพื้นที่กว่า 43,700 ตร.ม. เป็นส่วนอาคารสำนักงาน 22,500 ตร.ม. ความสูง 34 ชั้น  คาดการณ์ว่าจะเปิดให้บริการ 100% ในปี 2019 นี้ มากันจนถึงสถานี BTS พระโขนง จะมีเป็นอาคารสำนักงาน 6 ชั้น Summer Hub ที่ตั้งอยู่ติดกับ Community Mall อย่าง Summer Hill เลย  ตัวอาคารมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 5,000 ตร.ม. ตั้งอยู่บริเวณแยก ถ.พระราม 4 และ ถ.สุขุมวิท

โรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์

เนื่องด้วยพื้นที่ตามแนว ถ.สุขุมวิทนั้นหรือในสุขุมวิทซอยต่างๆ ค่อนข้างส่งเสริมการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ทำให้โครงการและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เข้ามานั่นเอง เริ่มจากบริเวณแยกอโศก ทางฝั่งตรงข้ามของ Terminal 21 ได้กำลังถูกพัฒนาเป็นโครงการโรงแรมจากแดนอาทิตย์อุทัย ในเครือของ Solaria Nishitetsu ซึ่งเป็นบริษัท Logistic จากทางใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งการออกแบบตกแต่งก็จะออกมาในรูปแบบของ Japanese Sense คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 63
อีกโครงการหนึ่ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ บริเวณใกล้ๆ กับสถานี BTS ทองหล่อ ตรงข้ามตึก T-One ของคุณตัน ก็คือ โครงการ The Ascott Thonglor ที่เป็นการร่วมมือกันของทาง Ananda Dev. และ The Ascott Limited เพื่อสร้างโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ โดยมีแผนที่จะเปิดตัว 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่น ลบ. และ 1 ในนั้นก็คือ โครงการ The Ascott Thonglor นั่นเอง

คอนโดมิเนียม

สำหรับตลาดคอนโดฯ พื้นที่ริมสองฝั่งแนวถนนสุขุมวิทตอนกลาง ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการอยู่เสมอ และเพิ่มขึ้นเรื่อยจากพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด ทำให้เรายังคงเห็นคอนโดฯ ใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอตาม ถนนเส้นนี้ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ความ Luxury ที่เพิ่มมากขึ้นตามความเจริญ, รูปแบบของย่าน และราคาที่ดินนั่นเอง
ซึ่งคอนโดฯในระดับ Super Luxury (200K-250K) ไปจนถึง Elite Class (>250K) นั้นมีคอนโดฯไหนที่น่าสนใจ หรือกำลังจะเปิดตัวในปีนี้กันบ้าง เดี๋ยวเราไปดูกันครับ
Beatniq Location : ถ. สุขุมวิท 32 Building : 34 Storeys Area : 1-3-69 ไร่ Car Park : 98% Total Units : 197 Units Start Price : 279,070 baht/sq.m. (12/10/2018)
The Esse 36 Location : ถ. สุขุมวิท 36 Building : 43 Storeys Area : 2-0-2 ไร่ Car Park : 100% (รวมซ้อนคัน) Total Units : 338 Units Start Price : 311,688 baht/sq.m. (17/11/2017)
The Strand Location : ถ. สุขุมวิท 55 Building : 30 Storeys Area : 1-2-46 ไร่ Car Park : 100% (ที่จอดรถอัตโนมัติ) Total Units : 198 Units Start Price : 330,000 baht/sq.m. (15/08/2018)
Vertier Location : ถ. สุขุมวิท 44 Building : 31 Storeys Area : 1-0-30 ไร่ Car Park : 60% Total Units : 227 Units Start Price : 300,000 baht/sq.m. (12/10/2018)

HYDE HERITAGE THONGLOR

คอนโดมิเนียมตัวใหม่ ในทำเลติด ถ.สุขุมวิท ใกล้ BTS ทองหล่อ ที่มาในชื่อ HYDE HERITAGE THONGLOR  จาก Grand Asset, Property Perfect และ Sumitomo Foresty ผู้ร่วมทุนจากญี่ปุ่น ตัว Location นั้นเป็นทำเลที่มีศักยภาพในหลายด้าน อย่างที่เรากล่าวถึง “ถ.สุขุมวิท” กันไปในตอนต้นของบทความนี้ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก อาหารการกิน แน่นอนว่ามีครบแน่นอน ตัวอาคารนั้นนอกจากจะอยู่ใกล้กับ BTS ทองหล่อแล้ว ยังอยู่เยื้องๆ กับ อาคาร T-One อาคารสำนักงานขนาดใหญ่อีกด้วย โดยตัวสถาปัตยกรรม จะเป็นในรูปแบบ Timeless Architecture ที่จะใช้องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและวัสดุ ที่ให้ความรู้สึกที่ยังคงทนและคงคุณค่าเสมอ ไม่ว่าจะผ่านเวลาไปนานแค่ไหน อารมจะคล้ายๆ กับเมืองแมนฮัตตันหรือนิวยอร์ค ทำนองนั้น
Project Type : High Rise Condominium Building : 45 Storeys Car Park : 100% (จอดแบบธรรมดาและแบบ Automatic) Total Units : 311 Units Start Price :  247,500 baht/sq.m. (17/01/2019) Unit Type 1B – Type A : 96 Units 1B – Type B : 96 Units 2B – Type C : 103 Units 3B – Type D : 17 Units Duplex Penthouse : 3 Units Penthouse : 1 Unit
ด้านหน้าของโครงการ ถูกออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Timeless สามารถเข้าได้จาก ถ.สุขุมวิท โดยตรง
ภายนอกอาคาร อยู่ติด ถ.สุขมวิท ใกล้ BTS ทองหล่อ เยื้องตึก T-ONE
ชั้น 7 เดินออกมาจาก Grand Lounge จะพบกับ Glass House และสวน
ภายใน Glass House มองเห็นวิว ถ.สุขุมวิท
ชั้น 40 จะเป็นสระว่ายน้ำแบบ 360 องศา เชื่อมกันรอบอาคาร

Sale Gallery

Sales Gallery ของโครงการ ปัจจุบันเปิดให้สามารถเข้าชมห้องตัวอย่างแล้วครับ โดยตัว Sales Gallery จะอยู่ที่จุดเดียวกับโครงการ ที่บริเวณปากซอย ซ.สุขุมวิท 59

Show Unit

 
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Type A-3 43.20 ตร.ม. บริเวณ Living Area
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Type A-3 43.20 ตร.ม. บริเวณ Living Area
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Type B-1 50.70 ตร.ม. บริเวณ Dining & Kitchen
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Type B-1 50.70 ตร.ม. บริเวณ Bathroom
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom Type C-1 68.20 ตร.ม. บริเวณ Bedroom
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom Type C-1 68.20 ตร.ม. บริเวณ Kitchen
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom Type C-1 68.20 ตร.ม. บริเวณ Master Bedroom

แบบจำลองโครงการ

 

เตรียมพบกับงาน Grand Opening

ของโครงการ HYDE Heritage Thonglor

ในวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2562 นี้

สนใจติดต่อสอบถาม เกี่ยวกับโครงการได้ที่

เว็ปไซต์ของโครงการ หรือโทร 099-285-3965